ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนที่ #3
พระตะบอง กับชาตินิยมเขมรและไทย


จิตรเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จึงได้ย้ายไปอยู่กับครอบครัวที่พระตะบองในปีการศึกษา 2487 โดยเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 ในโรงเรียนประจำจังหวัด

จิตรเรียนที่นี้หนึ่งปีกว่าจนถึงชั้นมัธยมปีที่ 5 แต่สงครามโลกที่ยุติลงในกลางเดือนสิงหาคม 2488 จึงทำให้จิตรต้องยุติการเรียนก่อนจบปีการศึกษา

เท่ากับจิตรยังไม่ผ่านการเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5 และครอบครัวได้ย้ายกลับมายังไทย อาจเป็นช่วงปลายปี 2488

ทั้งนี้ รัฐบาลพลเรือนหลังสงครามได้มอบดินแดน 4 รัฐมลายู และ 2 เมืองในรัฐฉานคืนแก่อังกฤษเจ้าอาณานิคมเดิมของมาลายูและพม่าอย่างทันที

ส่วนดินแดน 4 จังหวัดในกัมพูชาและลาวนั้น ได้มีการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เป็นอนุสัญญากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2489

โดยคืนดินแดนทั้งหมด 4 จังหวัดแก่ฝรั่งเศส และกลับไปมีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกันในแบบสถานเดิม (status quo) ก่อนที่จะมีอนุสัญญากรุงโตเกียว

ทั้งนี้ ไทยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายให้กับฝรั่งเศสด้วย

ชีวิตหนึ่งปีกว่าที่พระตะบอง จิตรได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ประการแรก จิตรได้เรียนอ่านเขียนพูดภาษาเขมรจากเพื่อนเขมร สะท้อนให้เห็นความสามารถด้านการเรียนภาษาอื่นๆ ที่มีศักยภาพมาก

ดังจะเห็นได้จากกระบวนการทำพจนานุกรมภาษาละหุ/มูเซอตอนอยู่ในคุกเป็นต้น

คุณภิรมย์บันทึกว่าภาษาเขมรนั้น จิตรคงจะ “พูดกันเป็นไฟ”

ส่วนทวีป วรดิลกบันทึกว่า จิตรได้เล่าให้ฟังว่า “จิตรมีพื้นภูมิภาษาเขมรอยู่ในระดับดีแล้วเมื่อกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ”

หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาภาษาเขมรต่อกับครูฉ่ำ ทองคำวรรณ (เกิด 2440 ชาวพระตะบองที่ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาเขมรในหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ที่กรุงเทพฯ มานานแล้วกว่าสองทศวรรษ เข้ามาเป็นผู้ช่วยของยอร์ช เซเดย์)

ภาษาเขมรทั้งใหม่และโบราณที่จิตรอ่านได้นี้ ทำให้จิตรมีเครื่องมือใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคโบราณของสยามได้แตกต่างจากปัญญาชนไทยในยุคสมัยนั้น ที่มีฐานภาษาบาลีสันสกฤตและอังกฤษฝรั่งเศสเป็นสำคัญ

ดังนั้น จิตรจึงเป็นปัญญาชนไทยคนแรกๆ ที่ใช้ภาษาเขมรมาศึกษาประวัติศาสตร์สยามได้อย่างลึกซึ้ง

ภาษาเขมรเป็นภาษาที่นำมาใช้ในราชสำนักอยุธยาตอนต้นและใช้เป็นคำราชาศัพท์

นอกจากนี้ พระตะบองมีปราสาทหินโบราณขนาดต่างๆ มากมายทั้งในเมืองนอกเมือง และมีปริมาณปราสาทหินที่มากเป็นอันดับสองรองจากเขตพระนครที่เสียมเรียบในกัมพูชา

จิตรน่าจะได้เยี่ยมชมปราสาทหินที่พระตะบองนี้ และน่าจะเคยไปเที่ยวนครวัดและเมืองพระนครที่เสียมเรียบ ก่อนที่จะได้เห็นเที่ยวชมปราสาทหินในลพบุรีและเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย

ประการที่สอง จิตรได้เรียนรู้ถึงพลังชาตินิยมกัมพูชา ที่มีการรวมกลุ่มและเคลื่อนไหวเรียกร้องดินแดนคืนจากประเทศไทย

และในการเข้าแถวเคารพธงชาติไทย นักเรียนชาวกัมพูชาไม่ร่วมร้องเพลงชาติไทย ด้วยไม่ใช่เพลงชาติของตน

ดังนั้น เมื่อสงครามโลกยุติ พลังชาตินิยมกัมพูชาต้องแสดงพลังทางการเมืองอย่างมากขึ้นในเมืองพระตะบองและเสียมเรียบ

กระทั่งคนไทยที่เข้าไปอยู่ในฐานะครอบครัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย ต้องหาทางอพยพครอบครัวกลับประเทศเพื่อความปลอดภัย

อีกด้านหนึ่ง ก่อนที่รัฐบาลทหารไทยจะได้เข้าครอบครองดินแดนในกัมพูชา รัฐบาลทหารไทยได้สร้างวาทกรรมว่า คนไทยคนเขมรคนลาวต่างเป็นคนไทยด้วยกัน

วาทกรรมนี้ จิตรได้ประสบด้วยตนเองแล้วว่า คนเขมรไม่ยอมรับนับพวกเขาว่าเป็นคนไทยด้วยแต่อย่างไร

กล่าวได้ว่านี้เป็นวาทกรรมที่ล้มเหลวอย่างชัดเจนของรัฐบาลทหารไทยในยุคนั้น

ขณะเดียวกัน ตัวของจิตรเองก็ได้รับพลังความเชื่อในลัทธิชาตินิยมลัทธิทหารไทยเข้าไปอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการที่ได้รับข้อมูลเรื่อง “การเสียดินแดนไทย” ที่ถูกสร้างและแพร่กระจายในช่วงทศวรรษกว่า อันเท่าๆ กับช่วงชีวิตของจิตร

และจิตรมีประสบการณ์ตรงในการได้เข้าไปอยู่ในดินแดนที่ไทยได้มาที่พระตะบอง

จิตรแต่งโครงบทหนึ่งไว้ในสมุดบันทึกประจำวันของปี 2489-2490 เมื่อมาเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรแล้ว โดยแต่งเลียนแบบโคลง “สยามานุสสติ”

แต่โคลงของจิตรตั้งชื่อว่า “อาฆาตานุสรณ์” (อาฆาต + อนุสรณ์) ที่จิตรหวังว่าหากสยามไทยกลับมาเกรียงไกรอีกครั้ง ดินแดน “แปดเขตต์ไทยเดิม” ก็จะกลับมาเป็นของสยามไทยอีกครั้ง

คำว่า 8 เขตนี้ จิตรน่าจะหมายถึงดินแดนที่ไทยกล่าวว่าได้ “เสียไป” ทั้ง 8 ครั้งตามแผนที่ของกรมแผนที่ทหารที่กองทัพบกได้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2482

เพื่อให้เกิดจินตนาการว่าไทยเสียดินแดนตามลำดับครั้งตรงไหน อันนำมาสู่กระบวนการปลุกคนไทยให้เรียกร้องดินแดนตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทหารไทย

กระทั่งเป็นสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และทำให้ไทยได้ดินแดนมาเมื่อปี 2484

และไทยได้ดินแดนครั้งที่สอง โดยญี่ปุ่นมอบดินแดน 4 รัฐมลายูและ 2 เมืองในรัฐฉานให้ไทยเพิ่มในปี 2486 เพื่อรักษาความเป็นประเทศมิตรสนิทร่วมสงครามด้วยกัน

นอกจากนี้ จิตรได้เขียน “นิราสอพยพ” จากพระตะบองไว้ในสมุดวิชาบทประพันธ์สมัยมัธยมปีที่ 6

มีโคลง 28 บท มีร่ายนำ 1 บท

ในโคลงบทที่ 2 ระบุว่ามีดิน “แดนผละจากร่มธง แปดเตื้อ” และโคลงบทที่ 3 ระบุว่า หลวงพิบูลสงคราม (นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบก) เป็นผู้ทำการ “กู้” ให้ไทยได้ดินแดนเหล่านั้นมา

แต่ตอนนี้ “สี่เขตต์” หรือ “สี่นคร” อันหมายถึง 4 จังหวัดในกัมพูชาและลาว ไทยต้องส่งมอบคืน

(“นิราสอพยพ” จึงต้องเขียนหลังเดือนพฤศจิกายน 2489 เมื่อไทยกับฝรั่งเศสบรรลุการเจรจาและลงนามในอนุสัญญาในประเด็นปัญหาดินแดนอินโดจีนนี้)

กล่าวโดยสรุป จิตรเป็นหนึ่งในกระแสของคนที่มีการศึกษาและได้รับรู้ข่าวสารในช่วงทศวรรษนั้นของคนไทย ที่จะได้รับสารและถูกปลูกฝังในเรื่องการเสียดินแดน และเสียไปรวม 8 ครั้ง

ทั้งชื่นชมรัฐบาลทหารต่อผลงานเรื่องการได้ดินแดนในกัมพูชาและลาว

แต่สิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่งในช่วงชีวิตและผลงานของจิตรอีกสองทศวรรษต่อมา ประเด็นชาตินิยมเรื่องดินแดนไทย “เสียไป” ในแบบเดิมนี้ไม่ปรากฏในความคิดทางการเมืองของจิตรอีกในระยะหลัง

ทั้งยังไม่พบหลักฐานว่าจิตรมีทัศนะอย่างไรต่อกรณีพิพาทเขตแดนปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชาในเวทีศาลโลก (ปี 2502-2505) ในช่วงขณะนั้นที่จิตรอยู่ในคุก

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ช่วงชีวิตต่อมาของจิตรนั้น จิตรจะได้ค่อยๆ หลุดออกจากกรอบลัทธิชาตินิยมลัทธิทหาร และข่าวสารมุมมองด้านเดียวจากรัฐบาลทหารไทย

บรรยายโดย ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

#จิตรภูมิศักดิ์ #ชาตินิยมไทย #ชาตินิยมเขมร #พระตะบอง #กัมพูชา #การเมืองไทยสมัยใหม่ #สงครามอินโดจีน #สงครามโลกครั้งที่2 #เสียดินแดนได้ดินแดน #ธำรงศักดิ์เพชรเลิศอนันต์ #ตายูอีบุ๊คส #TAYOOeBooks

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.