
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
ชื่อ “จิตร” กับยุคลัทธิทหารไทย
ในช่วงที่อยู่สมุทรปราการ 3 ปีนี้ (ปี 2484-ต้นปี2487 อายุ 11-13) เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เพิ่มระดับการสร้างชาติ
จากระดับปลุกใจด้วยพลังชาตินิยม ด้วยประกาศ “รัฐนิยม” ฉบับที่ 1 ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” เมื่อ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งเน้นชักชวนร่วมมือจากประชาชน
เพื่อการปลูกสร้างวัฒนธรรมใหม่ทั้งด้านภาษาเขียนและคำพูด การให้ใช้ตัวเลขอารบิกหรือเลขฝรั่งแทนเลขแบบเขมรหรือที่เรียกว่าเลขไทย
จนถึงเรือนร่างและการแต่งกายของบุคคล
โดยมีพระราชบัญญัติบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2483 เพื่อสร้างความเป็นไทยแบบใหม่
ชื่อบุคคลก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย มีกฎหมายยกเลิกบรรดาศักดิ์ กฎหมายเรื่องการตั้งชื่อบุคคล
ผู้นำทางการเมืองได้ลาออกจากบรรดาศักดิ์และกลับไปใช้ชื่อเดิมของตน เช่น
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็กลับไปใช้ชื่อเดิมว่า พจน์
จอมพล หลวงพิบูลสงคราม ก็กลับไปใช้ชื่อ แปลก
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม กลับไปใช้ชื่อ ปรีดี
เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปลายปี 2484 เป็นต้นมา รัฐบาลจอมพล ป. (ตัวย่อชื่อ แปลก) ก็มีการใช้กลไกทางกฎหมายมาบังคับ “ส้างวัธนธัมไทยไหม่” ที่เข้มข้นมากขึ้น
ถึงระดับประกาศใช้กฎหมายวัฒนธรรมฉบับใหม่ปี 2485 ที่มีอำนาจบังคับจับปรับลงโทษด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
ให้เลิกเคี้ยวหมากพลู
ส่งเสริมให้ชื่อบุคคลนั้นแสดงความเป็นเพศชายหรือหญิง
ชื่อผู้ชายต้องดูเข้มแข็ง มีอำนาจ
ส่วนชื่อผู้หญิงก็อาจแสดงถึงความงาม เช่นชื่อของดอกไม้ต่างๆ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิทหารที่ครอบงำในการสร้างชาติที่มีทหารบกเป็นผู้นำ
ดังนั้นชื่อ “สมจิตต์” / “สมจิตร” จิตรจึงตัดคำว่า “สม” ออกด้วยตนเอง เหลือเพียงคำว่า “จิตต์” / “จิตร”
ขณะที่แม่เสนอให้ชื่อใหม่ว่า “กิตติ” แต่จิตรปฏิเสธ
(ถ้าชื่อเดิมคือ “สมจิตต์” และต่อมาเหลือเพียง “จิตต์” น่าสมมติฐานได้ว่า ชื่อจะเป็น “จิตร” เมื่อเริ่มทำบัตรประชาชนตามกฎหมายบัตรประชาชนปี 2486 ที่กำหนดให้บุคคลอายุ 16 ปีบริบูรณ์ถึง 17 ปีบริบูรณ์ต้องทำบัตรประชาชน ในช่วงแรกบังคับเฉพาะบุคคลที่อยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี)
นอกจากนี้ ภิรมย์บันทึกไว้ด้วยว่า ชื่อเดิมตั้งแต่เกิดของแม่คือ “ถุงเงิน” ในช่วงเดียวกันนี้ แม่จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “แสงเงิน” ตั้งแต่นั้นมา
จบ จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนที่ 2
จากระดับปลุกใจด้วยพลังชาตินิยม ด้วยประกาศ “รัฐนิยม” ฉบับที่ 1 ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” เมื่อ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งเน้นชักชวนร่วมมือจากประชาชน
เพื่อการปลูกสร้างวัฒนธรรมใหม่ทั้งด้านภาษาเขียนและคำพูด การให้ใช้ตัวเลขอารบิกหรือเลขฝรั่งแทนเลขแบบเขมรหรือที่เรียกว่าเลขไทย
จนถึงเรือนร่างและการแต่งกายของบุคคล
โดยมีพระราชบัญญัติบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2483 เพื่อสร้างความเป็นไทยแบบใหม่
ชื่อบุคคลก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย มีกฎหมายยกเลิกบรรดาศักดิ์ กฎหมายเรื่องการตั้งชื่อบุคคล
ผู้นำทางการเมืองได้ลาออกจากบรรดาศักดิ์และกลับไปใช้ชื่อเดิมของตน เช่น
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็กลับไปใช้ชื่อเดิมว่า พจน์
จอมพล หลวงพิบูลสงคราม ก็กลับไปใช้ชื่อ แปลก
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม กลับไปใช้ชื่อ ปรีดี
เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปลายปี 2484 เป็นต้นมา รัฐบาลจอมพล ป. (ตัวย่อชื่อ แปลก) ก็มีการใช้กลไกทางกฎหมายมาบังคับ “ส้างวัธนธัมไทยไหม่” ที่เข้มข้นมากขึ้น
ถึงระดับประกาศใช้กฎหมายวัฒนธรรมฉบับใหม่ปี 2485 ที่มีอำนาจบังคับจับปรับลงโทษด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
ให้เลิกเคี้ยวหมากพลู
ส่งเสริมให้ชื่อบุคคลนั้นแสดงความเป็นเพศชายหรือหญิง
ชื่อผู้ชายต้องดูเข้มแข็ง มีอำนาจ
ส่วนชื่อผู้หญิงก็อาจแสดงถึงความงาม เช่นชื่อของดอกไม้ต่างๆ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิทหารที่ครอบงำในการสร้างชาติที่มีทหารบกเป็นผู้นำ
ดังนั้นชื่อ “สมจิตต์” / “สมจิตร” จิตรจึงตัดคำว่า “สม” ออกด้วยตนเอง เหลือเพียงคำว่า “จิตต์” / “จิตร”
ขณะที่แม่เสนอให้ชื่อใหม่ว่า “กิตติ” แต่จิตรปฏิเสธ
(ถ้าชื่อเดิมคือ “สมจิตต์” และต่อมาเหลือเพียง “จิตต์” น่าสมมติฐานได้ว่า ชื่อจะเป็น “จิตร” เมื่อเริ่มทำบัตรประชาชนตามกฎหมายบัตรประชาชนปี 2486 ที่กำหนดให้บุคคลอายุ 16 ปีบริบูรณ์ถึง 17 ปีบริบูรณ์ต้องทำบัตรประชาชน ในช่วงแรกบังคับเฉพาะบุคคลที่อยู่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี)
นอกจากนี้ ภิรมย์บันทึกไว้ด้วยว่า ชื่อเดิมตั้งแต่เกิดของแม่คือ “ถุงเงิน” ในช่วงเดียวกันนี้ แม่จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “แสงเงิน” ตั้งแต่นั้นมา
จบ จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนที่ 2
แสดงความคิดเห็น