TaxBugnoms
การขึ้น VAT จาก 7% เป็น 8%
ไม่ได้แปลว่าขึ้นภาษีแค่ 1% นะ
แต่มันคือขึ้นภาษีอีก 14.28% เว้ยยยย


---

• ลองคิดดีๆสิว่า ถ้าสินค้าราคา 10,000 บาท การขึ้น VAT 1% จะทำให้ราคาเปลี่ยนจาก 10,700 บาท เป็น 10,800 บาท ซึ่ง 100 บาทที่เพิ่มขึ้นนั้น หากคิดจากฐานภาษีเดิม จะคิดเป็น 14.28% (คิดมาจาก 100/700)

• คำถามคือมองแบบนี้ผิดไหม? หรือว่ารัฐกำลังทำร้ายเราอยู่? คำตอบที่พรี่หนอมอยากบอกนั้นคือ คุณเปรียบเทียบกับอะไรอยู่ล่ะคร้าบ

• ถ้าเทียบกับราคาสินค้า มันคือ 1% แน่นอนชะละล่า แต่ถ้าเทียบกับจำนวนภาษีมันก็คือ 14.28% คือๆกันครับผม

• แต่สิ่งที่อยากชี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น 1% หรือ 14.28% คนที่ต้องรับภาระนั้นมันคือ "ผู้บริโภค" หรือคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง

• ที่พูดแบบนั้น เพราะว่า ถ้าหากใครเป็นผู้ประกอบการ หรือเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถผลักภาระให้กับผู้บริโภค เพราะตัวเองไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายแต่อย่างใด และสามารถนำภาษีซื้อที่จ่ายไปมาหักออกจากภาษีขายได้อีกด้วย

• ยกตัวอย่างต่อนิดนึง ถ้าหากบริษัท A ซื้อของจากบริษัท B ในราคา 100 บาท ซึ่งมีภาษี VAT อยู่ 7 บาท ทำให้ต้องจ่ายเงิน 107 บาทไป บริษัท A จะเรียกเงิน 7 บาทนี้ว่าภาษีซื้อ

• ต่อมาบริษัท A เอาของชิ้นนี้ขายให้พรี่หนอมในราคา 300 บาท ก็ต้องเรียกเก็บ VAT จากพรี่หนอมอีก 21 บาท ทำให้พรี่หนอมต้องควักกระเป๋า 321 บาทแน่ะ

• ส่วนบริษัท A ก็เอาภาษีขายที่เก็บจากพรี่หนอม 21 บาท ไปหักออกจากภาษีซื้อที่จ่ายให้บริษัท B จำนวน 7 บาท เหลือ 14 บาทไปส่งพี่สรรพากร เป็นอันจบเกมส์

• จากตัวอย่างนี้ ถ้าขึ้น VAT เป็น 8% ก็จะทำให้ บริษัท A มีภาษีซื้อ 8 บาท ภาษีขาย 24 บาท ส่งสรรพากรจำนวน 16 บาท ส่วนพรี่หนอมคนเดิมคือคนซวย ต้องช่วยจ่าย VAT เพิ่มขึ้นอีก 3 บาทนั่นเอง (จ่ายเงินไป 324 บาท เพิ่มจากเดิม 321 บาท)

• สุดท้ายอยากฝากบอกกันว่า VAT คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค ดังนั้นคนที่จ่ายเยอะสุดคือผู้บริโภคอย่างเราๆ เหมือนที่ใครเขาชอบอ้างว่าจ่ายภาษีเยอะแยะ นั่นเพราะเขาจ่าย VAT ไงล่ะจ๊ะทุกคน


โพสต์ความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.