เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 40 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีข้อเสนอของ คสช. ที่ให้ กรธ.เขียนบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มี ส.ว. จำนวน 250 คนมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดในระยะ 5 ปีแรกว่า ถ้าหาก กรธ.โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.รับข้อเสนอนี้ และบรรจุไว้ในบทเฉพาะกาลอย่างที่ว่า ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่า สิ่งที่ กรธ.ได้ทำมาตั้งแต่ต้น โดยใช้งบประมาณและเวลาไปมากมายไร้ราคาโดยสิ้นเชิง กรธ.และนายมีชัยจะไปมองหน้าใครได้ ยิ่งถ้าร่างไม่ผ่านประชามติด้วยแล้ว ก็อยากรู้นักว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในทางกลับกัน ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้า กรธ.ไม่ยอมรับและไม่ยอมทำตามใบสั่ง คสช. นายมีชัยและ กรธ. ชุดนี้จะประสบชะตากรรมแบบเดียวกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือไม่
นายคณินกล่าวว่า คำว่า “บทเฉพาะกาล” ไม่ว่าในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมาย แปลตรงตัวก็คือบทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับเป็นการชั่วคราว คือหมายถึง 90 วัน 180 วัน หรืออย่างมากก็ 1 ปี ไม่ใช่ 5 ปี อย่างที่ คสช. ต้องการ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรเรียกว่าบทเฉพาะกาล เพราะจะเท่ากับว่าประเทศนี้มีรัฐธรรมนูญใช้บังคับอยู่ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ฉบับหนึ่งจะมีผลใช้บังคับได้จริงก็ต่อเมื่อเวลา 5 ปีล่วงไปแล้ว ในขณะที่อีกฉบับหนึ่งซึ่งเป็นการต่อท่ออำนาจของคณะรัฐประหารมีผลใช้บังคับได้เลย การเขียนบทเฉพาะกาลในลักษณะเช่นนี้เท่ากับเป็นการเอาเปรียบประชาชน กล่าวคือ รัฐธรรมนูญในส่วนที่จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน อีก 5 ปีถึงจะใช้บังคับได้ แต่รัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจใช้บังคับได้เลย รัฐธรรมนูญที่มีบทเฉพาะกาลเป็นการเอาเปรียบประชาชนเช่นนี้ ยังคิดอีกหรือว่าจะผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน
นายคณินกล่าวต่อว่า การเขียนบทเฉพาะกาลเอาเปรียบประชาชนอีกเรื่องคือ การกำหนดให้ ส.ว.มีอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูปแนวนโยบายแห่งรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ อันเป็นอำนาจที่แม้แต่ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแท้ๆ ยังไม่มี นอกจากนี้ การเขียนให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการสี่เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่และศักดิ์หรือสิทธิเท่ากับ ส.ว. อื่นๆ ทุกประการ ทั้งยังมีอำนาจเหนือ ส.ส. ในหลายประการ ก็ถือเป็นการเขียนบทเฉพาะกาลเอาเปรียบประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเหตุที่ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.ตร. เป็นข้าราชการประจำในฝ่ายบริหาร ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแล้ว ยังจะต้องถูกตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่โดยวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติอีกด้วย ดังนั้น ถ้าให้ข้าราชการประจำเหล่านั้นไปนั่งเป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง นอกจากจะเป็นการกลับหัวกลับหางกันแล้ว ยังเป็นการสวมหมวก 2 ใบในขณะเดียวกันอีกด้วย และน่าจะถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดชนิดบรรลือโลกเลยก็ว่าได้ ถ้าปรากฏว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือแม้แต่ ผบ.ตร. ในฐานะ ส.ว. ไปนั่งประชุมสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถมยังมีอำนาจที่จะยกมือไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตนได้อีกด้วย ซึ่งข้อนี้ก็จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวตลกในสายตาชาวโลก
“ถ้า คสช. และ กรธ.มั่นใจว่าการมี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน โดยให้มีอำนาจมากมายขนาดนี้สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้ ทำไมไม่เขียนไว้ใน ‘ตัวบท’ ไปเลย ทำไมจะต้องมาทำแบบลับๆ ล่อๆ โดยวิธีหมกเม็ดเอาไว้ในบทเฉพาะกาลเช่นนี้ เพราะการเขียนให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งมีสถานะและอำนาจเป็นเวลายาวนานถึง 5 ปีนั้น ยังไงๆ ก็ไม่ใช่ ‘บทเฉพาะกาล’ แน่ แต่จะเป็น ‘บทเฉพาะเกิน’ หรือไม่ วิญญูชนย่อมรู้สึกได้” นายคณินกล่าว
source :- http://www.matichon.co.th/news/75558

แสดงความคิดเห็น