
“อมรวิชช์” ชี้ คำสั่งยุบกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา อาจเป็นจุดเริ่มการปฏิรูป แต่อำนาจจากส่วนกลางต้องมีขอบเขต
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อดีตโฆษกกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นต่อคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ ใช้ ม. 44 ยุบกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศว่า โครงสร้างเดิมนั้นมีปัญหาจริง แต่โครงสร้างใหม่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะทำให้นวัตกรรมการศึกษาที่เน้นการศึกษาในท้องถิ่น และการสร้างอาชีพในท้องถิ่นให้เดินหน้าไปได้อย่างไร และจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม กลุ่มผลประโยชน์เดิม ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงสร้างใหม่
“อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะว่าเป็นการสลายโครงสร้างที่เป็นปัญหามานานในโครงสร้างเขตพื้นที่การศึกษาเดิม แต่ว่าจะปฏิรูปได้ ต้องนิยามคำว่าเอกภาพดี ๆ ว่าเป็นเอกภาพของหลักธรรมาภิบาล การใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใส การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น การเน้นการพัฒนาครูอะไรเหล่านี้โอเค แต่ว่าความหลากหลายของเนื้อหาการเรียนรู้หลักสูตรตามท้องถิ่นให้เด็กรักท้องถิ่น สร้างงานสร้างอาชีพนั้นต้องชัดเจนว่า เราไมได้เปลี่ยนอันนี้ ไม่อย่างนั้นการปฏิรูปการศึกษาที่เราอยากเห็นความหลากหลายตามสภาพพื้นที่มันก็จะไม่เกิด”
ทั้งนี้ ดร.อมรวิชช์เห็นว่าการเข้ามามีบทบาทของส่วนกลางนั้นต้องมีขอบเขต ซึ่งเขาเห็นด้วยว่าควรมีบทบาทบางส่วนเช่น การปราบทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการการศึกษา ซึ่งเป็นมะเร็งกัดกินวงการศึกษาไทยมานาน รวมทั้งการบรรจุแต่งตั้งครูและผู้บริหารซึ่งมีเรื่องอื้อฉาวมากมายเกี่ยวกับการซื้อตำแหน่ง โครงสร้างใหม่ถ้ามีความเด็ดขาดจริงและไม่ทำให้กลุ่มผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ก็อาจจะพอไปกันได้ และอาจจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ได้
นอกจากนี้ ดร.อมรวิชช์ยังกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเคยพูดเองว่าอยากเห็นเด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องท้องถิ่น สร้างงานสร้างอาชีพในท้องถิ่นได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้จะคิดอยู่แต่ในวงการศึกษาไม่ได้ต้องดึงภาคเอกชนมาช่วย และกรรมการจังหวัดต้องดึงให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามาร่วมกันคิดออกแบบและแก้ปัญหาการศึกษาในระดับพื้นที่ ไม่ใช่มาฟังส่วนกลางอย่างเดียว คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ควรมีส่วนของสาธารณสุขและภาคพัฒนาสังคม และภาคส่วนเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างงาน แต่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ขณะนี้ มีสมาชิกส่วนนี้เพียงสองสามคน ซึ่งเห็นว่าไม่เพียงพอ และคิดว่าภาคเศรษฐกิจควรจะเข้ามาร่วมวางแผนมากขึ้น และควรมีจำนวนอย่างน้อยหนึ่งในสาม เพื่อมีส่วนร่วมในเรื่องของการสร้างงานและสร้างโอกาสในท้องถิ่น
“ขณะนี้คณะกรรมการเป็นส่วนของภาคการศึกษาเกินครึ่ง จะกลายเป็นมุมมองความเห็นของภาคการศึกษาเสียมาก ซึ่งในยุคปฏิรูปจะมีแต่มุมมองจากภาคการศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ในระยะยาวอาจจะต้องมีอนุกรรมการย่อย หรือปรับองค์ประกอบให้มีภาคเศรษฐกิจเข้ามาให้มากขึ้น”
แสดงความคิดเห็น