Atukkit Sawangsuk

ขออำศิลปินอยู่เป็นซักที โดยไม่ระบุชื่อ (อ้าว แกยังเขียนให้มติชนสุดสัปดาห์ 555 อย่าว่ากัน เรื่องการเมืองกับเรื่องความผูกพันส่วนตัวบางครั้งก็แยกยาก แต่โชคดี ผมไม่มีความผูกพันส่วนตัวกับทั่นกวีเอก)

ที่จริงก็พูดถึงภาพรวม คนตุลาเสื้อเหลืองนกหวีดนั่นละ แซวขำๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากสร้างหนังประกวดเวทีโลก ผมคิดพล็อตให้ นี่ไง ประเทศไทยไม่เหมือนใคร เพราะมีขบวนต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 มาถึงพฤษภา 2535 แถม 6 ตุลายังมีหนี้เลือดหนีเข้าป่าต่อสู้ด้วยอาวุธ คือประเทศอื่นๆ ในโลกก็มี พวกนีโอคอน พวกซ้ายกลายเป็นขวา แต่ไม่มีที่ไหนดรามาเท่าไทยแลนด์โอนลี ต่อสู้เผด็จการมาร่วมกัน ร่วมเป็นร่วมตาย กลับแบ่งฝ่ายย้อนไปเชียร์รัฐประหาร นี่สร้างหนังได้เลยนะ

คือคนเรานี่ 40 ปี มันเปลี่ยนความคิดได้ ้เปลี่ยนทัศนะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ได้หมด จะบอกว่าไม่เอาประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งแล้วก็ยังได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้เลย ก็คือความเคารพต่อจิตวิญญาณการต่อสู้ของตัวเองในอดีต ซึ่งเคยเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ จนถูกจับกุมคุมขังถูกปราบปรามเข่นฆ่า นี่คือสิ่งที่พี่สุชาติทวงถาม เรื่องอื่นคุณจะคิดต่างอย่างไรก็ช่าง แต่คุณสนับสนุน หรือเงียบเฉย แล้วยอมสังฆกรรมกับอำนาจที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ จับกุมคุมขัง นักศึกษา นักกิจกรรม ที่ไม่ต่างจากพวกเราในอดีตได้อย่างไร

อันที่จริง มันขีดเส้นกันไปนานแล้วตั้งแต่สนับสนุนหรือทนเห็นการใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม 99 ศพได้อย่างไร อย่ามาแถว่ามีชายชุดดำ โถ สมัยนั้นเราก็มีการ์ด อย่ามาซัดว่าม็อบล้มเจ้า นั่นข้อหาที่เราโดนมาชัดๆ

มันไม่ใช่เรื่องเห็นต่างทางการเมืองหรอกครับ มันเป็นการทวงถามจิตวิญญาณเสรีชน ว่าลืมตัวลืมตีนแล้วหรือยัง ลืมสมัยที่ตัวเองถูกปราบปรามแล้วใช่ไหม พร้อมทั้งทวงถามคุณค่าความเป็นมนุษย์ ว่ากล้าแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา หรือแค่เสแสร้ง "อยู่เป็น" เพื่อบรรลุเป้าหมาย มันไม่ใช่เรื่องใครแพ้ใครชนะ ไม่ใช่แพ้แล้วพาล อย่างที่มหากวีหยามหยัน อพิโถ ชัยชนะอย่างต่ำทรามทำลายคุณค่าตัวเองมีความหมายอะไร แพ้แต่ยืดอกได้ในจุดยืน (ไม่ใช่ส้นตีนเผด็จการ) สิภาคภูมิใจจนนาทีสุดท้าย

สุชาติ สวัสดิ์ศรี

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.