ลดการเรียนรู้จากตำรา มาสัมผัสของจริงกันดีไหม ?
วงการศึกษาทั่วโลกยังคงถกเถียงกันอย่างมากว่า วิธีจัดการเรียนการสอนแบบใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยชั้นเรียนแบบดั้งเดิมจะอาศัยตำราในการสอนเป็นหลัก แต่ก็มีผู้ริเริ่มรณรงค์ให้เด็ก ๆหันมาเรียนรู้จากการสัมผัสจับต้องของจริงกันมากขึ้น วิธีการเรียนรู้แบบใหม่นี้จะนำมาใช้จริงได้หรือไม่ ติดตามหาคำตอบเรื่องนี้ได้ จากบทความชุด Fixing The World ของบีบีซี ซึ่งรวบรวมแนวคิดและจินตนาการอันหลากหลายของศิลปิน นักคิด นักเขียน และนักวิทยาศาสตร์ ที่อยากเห็นโลกของเราน่าอยู่ขึ้น
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ พบว่าการทำให้นักเรียนสนใจเนื้อหาที่ครูสอนในชั้นเรียนนั้นยากมาก โดยนักเรียนจะสามารถเพ่งความสนใจที่บทเรียนได้นานเพียงร้อยละ 40 ของเวลาเรียนเท่านั้น และยังจดจำเนื้อหาที่เรียนได้เพียงร้อยละ 20 จากสิ่งที่ได้ยินในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของคาบเรียนเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งแสดงว่าการเรียนด้วยการฟังหรืออ่านตำราเพียงอย่างเดียว จะทำให้เสียเวลาเรียนอย่างมากเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้
เพื่อปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความสนใจมากขึ้น มีผู้นำเสนอวิธีเรียนจากการสัมผัสของจริง ซึ่งจะทำให้นักเรียนรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแข็งขันมากขึ้น ตัวอย่างเช่นการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เจมส์ โลเวน นักสังคมวิทยาบอกว่า เรื่องราวในตำราวิชาประวัติศาสตร์นั้นล้วนคาดเดาได้หรือเป็นการบรรยายคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ทำให้นักเรียนเบื่อหน่าย แต่หากหันมาใช้วิธีการสอนแบบยุควิคตอเรียน ที่แต่ละบทเรียนจะมีศูนย์กลางอยู่ที่วัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งนักเรียนสามารถสัมผัสจริงได้ ก็จะทำให้นักเรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งของการเรียนการสอนแบบนี้ ได้แก่โครงการ “สอนประวัติศาสตร์ด้วยวัตถุ 100 ชิ้น” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์ทั่วสหราชอาณาจักรและกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสารคดี “ประวัติศาสตร์โลกจากวัตถุโบราณ 100 ชิ้น” ของบีบีซี
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเรียนรู้จากของจริงแม้จะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้ก็ตาม แต่ยากที่จะติดตามวัดประสิทธิผลการเรียนรู้ได้ว่า การเรียนการสอนแบบนี้ช่วยเพิ่มพูนความรู้ใหม่ให้แก่ผู้เรียนได้มากน้อยเพียงใด‪#‎FixingTheWorld‬ ‪#‎FixingTheWorldIn30Seconds‬

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.