หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า มะเขือเทศลูกเล็กๆ หรือที่เรียกว่ามะเขือส้ม หรือ บะเขือส้ม ตามภาษาถิ่นทางอิสานและเหนือ ที่ใส่ลงไปในอาหารจานโปรดนั้น จำนวนไม่น้อยมาจากเกษตรริมโขง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พื้นที่ดังกล่าวกำลังจับตาการปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ในจีนว่าจะกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีในการทำมาหากินของคนริมฝั่งโขงอย่างไร
“พื้นที่ริมฝั่งโขง ตั้งแต่จังหวัดหนองคายไปจนถึงนครพนม คือพื้นที่ทำการเกษตรที่ดีที่สุดในภาคอีสาน ผลผลิตที่สำคัญของเกษตรริมโขงคือพืชผักที่เป็นอาหารของชาวบ้าน รวมถึงยาสูบ ไปจนถึงมะเขือเทศและพริกสำหรับทำซอสบริโภคในประเทศและส่งออก” ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามบอกเช่นนั้น และแสดงความเป็นห่วงว่า น้ำจากเขื่อนจีนเป็นปริมาณมากในเวลานี้จะส่งผลกระทบต่อพื้นเกษตรดังกล่าว
อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามระบุด้วยว่า เกษตรริมโขงยังทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นจากการจ้างงานสำหรับการทำเกษตรริมโขง และยังทำให้เกิดธุรกิจส่งออกซอสไปยังต่างประเทศ ซึ่งการปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีนบ่อยครั้งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรริมโขงและเกษตรกรได้รับความเสียหาย และนั่นหมายถึงการสูญเสียแหล่งผลิตอาหารของคนท้องถิ่น คนอีสาน และโลกใบนี้ ดังนั้นการปล่อยน้ำจากเขื่อนจีนจึงเป็นหายนะ ไม่ใช่บุญคุณ
ขณะที่นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (Mekong Energy and Ecology Network:MEE-NET) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวถึงการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง ที่มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน ว่า อำนาจในการจัดการแม่น้ำโขงอยู่ในมือจีน ทั้งๆ ที่แม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรส่วนรวมของภูมิภาค การที่จีนแถลงว่าระบายน้ำออกจากเขื่อนจิงหงเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้ แก่ประเทศในลุ่มน้ำโขงนั้น กลับสะท้อนว่าหลักการ 3 ข้อนั้นไม่ถูกนำมาใช้เลย ได้แก่ 1.การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจีนเคยรับปากไว้เมื่อก่อนหน้านี้หลายปี ซึ่งขณะนั้นมีปัญหาระดับน้ำโขงผันผวน แต่ก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเขื่อนอย่างเพียงพอ 2.การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย 3.ความรับผิดชอบข้ามพรมแดน
สำหรับการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 24 นี้ พลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่านายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางเข้าร่วมประชุมพร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะมีสมาชิกในการประชุมทั้งหมด 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน โดยมีข้อหลักของการประชุมฯ คือ “Shared River, Shared Future”


แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.