มหา’ลัย: สารพันความศักดิ์สิทธิ์ หรือ พื้นที่ความคิดทางปัญญา
Posted: 02 Feb 2017 04:31 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
หอนาฬิกา ม้าลาย บันได ลิฟต์ ตัวเงินตัวทอง ครุย ฯลฯ หลายความเชื่อ หลากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ มหาวิทยาลัย หลายครั้งก็มีดราม่า "ความเหมาะสม" "กาลเทศะ" จึงชวนคุยเรื่องนี้อีกหนทั้ งในมุมสังคมวิทยามานุษยวิทยา วิทยาศาสตร์ ยุกติ-อภิญญา-เจษฎา-วัชรพล-สรยุ ทธ
การเรียนมหาวิทยาลัยถือเป็นช่ วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต จากชีวิตในรั้วโรงเรียนสู่สั งคมใหม่ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่ อพัฒนาความรู้ทักษะที่จะต้ องนำไปใช้ในอนาคต สำหรับการศึกษาไทย นอกจากแทบทุกคนจะต้องเจอกั บการรับน้องและระบบโซตัสแล้ว เรายังเจอกับเรื่องเล่าลี้ลับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องอาถรรพ์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกด้วย
เคยได้ยินหรือเคยเชื่ออะไรแบบนี้ ไหม ใครใส่ชุดครุยหรือสวมหมวกบัณฑิ ตก่อนเรียนจบจะทำให้เรียนไม่จบ บางแห่งก็เชื่อว่าเจอปลาบึกในบ่ อน้ำมหาวิทยาลัยจะติด F บางแห่งเชื่อว่าเจอ ‘เหี้ย’ ลงน้ำจะได้ F แต่ถ้าขึ้นจากน้ำจะได้ A ฯลฯ ยังไม่รวมสถานที่ต่างๆ ที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ไม่ว่าอนุสาวรีย์บุคคลสำคั ญของมหาวิทยาลัย บันไดขึ้นตึก ลิฟต์ หอนาฬิกา ครั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกท้ าทายก็มักมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการให้เกียรติ และกาลเทศะ เช่น การใส่ชุดครุยถ่ายแบบแฟชั่น การตัดต่อภาพบัณฑิตนั่งบนหอนาฬิ กาที่เพิ่งมีดราม่ากันเมื่อเร็ วๆ นี้
จากกระแสโต้เถียงกันเรื่องดั งกล่าว เราขอนำเสนอแง่มุมความคิดเห็นต่ อเรื่องเล่า ความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ในรั้วมหาวิ ทยาลัย ผ่านนักวิชาการในศาสตร์ต่างๆ จากหลายมหาวิทยาลัย เพื่อมองเรื่องราวเหล่านี้
“ถ้าเราไปเชื่อความเหนือกว่ก็จะทำให้เราไม่สามารถคิดพั
เพราะศาสนาพุทธมักจะบอกว่าทุ
ฉะนั้นใครที่ศรัทธาศาสนามากๆแล้
ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุ ษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงพื้นที่ ความศักดิ์สิทธิ์ ศาสนา การศึกษาและความเป็นมนุษย์ ในสถานศึกษา
ถ้ามองผ่านวิธีคิด ความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่ ในมหาวิทยาลัย อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มั นดำรงอยู่
ความศักดิ์สิทธิ์หรือความไม่ศั กดิ์สิทธิ์มันถูกสร้างขึ้นมาได้ เช่น มีคนเอาศาลพระภูมิไปตั้งไว้ที่ ใดที่หนึ่งนานเข้าก็จะมี คนเอาของบูชามาวางเพิ่มจนเป็ นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้เหมื อนกัน หรืออนุสาวรีย์ หรือรูปปั้นของใครบางคนก็ถู กทำให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา อย่างเช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อยู่ดีดีก็มีรูปปั้นขึ้นมา ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นคนปกติที่ คนเคารพนับถือมากมาย พื้นที่ที่ตั้งตรงนั้นก็ จะกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมาทันที อีกอย่างคือ พื้นที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือมีตำนานอยู่ก่อน อย่างเช่น ลิฟท์แดง ก็เป็นพื้นที่ที่มีเรื่องเล่าที่ ทำให้พิเศษขึ้นมาว่าเคยมี คนตายอยู่ในนั้นจากเหตุการณ์ ของมหาวิทยาลัยและถูกเล่าต่อกั นมาจนกลายเป็นตำนาน
มันเป็นความเชื่อที่สร้างขึ้นมา สมมติว่าอยู่ๆ มีคนสร้างความเชื่อขึ้นมาว่า หมอน ถ้าไม่อยากนอนจริงอย่ าไปนอนเพราะนอนแล้วอาจจะไม่ฟื้ นขึ้นมาเลย แบบนี้ก็อาจมีคนเชื่อจริงๆ ก็ได้ ผมก็ไม่เคยได้ยินนะว่าการถ่ายรู ปคู่กับโดมจะทำให้เรียนไม่จบ ผมคิดว่ามันอาจเพิ่งถูกสร้ างในยุคหลัง ซึ่งสะท้อนว่าคนในรุ่นหลังมี ความไม่มั่นใจมากขึ้น มีความกังวลใจเกี่ยวกับการเรี ยนจบหรือไม่จบด้วยอย่างนั้นหรื อเปล่าก็เลยทำให้มีความเชื่ อแบบนี้ผูกติดกับสถานที่ขึ้นมา
เราสามารถอธิบายได้ว่าคนไม่ได้ หลุดออกจากความเชื่ อความงมงายอย่างแท้จริง เรายังเชื่อว่ามีอำนาจพิ เศษบางอย่างที่อยู่เหนื อความควบคุมของมนุษย์ แม้ว่าความสำเร็จของการศึ กษาจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้ นเอง นี่สะท้อนให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ วระบบสังคมของเรายังหลีกไม่พ้ นระบบวิธีคิดของยุคก่อนสมัยใหม่ ที่เชื่อว่ามนุษย์ไม่ สามารถกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ บางเรื่องที่เรากำหนดไม่ได้นั้ นถูกกำหนดโดยอำนาจลึกลับ ที่ไม่ใช่อำนาจตามธรรมชาติ หรือกายภาพที่วิทยาศาสตร์จะอธิ บายได้ อันนี้คือวิธีคิดของโลกก่อนสมั ยใหม่ที่เรายังเชื่อว่ามีสิ่งศั กดิ์สิทธิ์อยู่
เรื่องราวแบบนี้ส่งผลอย่างไรต่ อระบบการศึกษา และสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ ในมหาวิทยาลัย
มันอาจจะมีผลเสีย ในแง่ที่เราอาจจะเคารพนับถื ออะไรโดยที่ไม่จำเป็น อย่างเช่นการที่เราจะเคารพคนสั กคนอย่างปรีดี พนมยงค์ พอเขามีสถานะเป็นสิ่งศักดิ์สิ ทธิ์ขึ้นมาก็จะกลายเป็นสิ่งที่ แตะต้องไม่ได้ ไม่ต้องถึงขนาดล้อเล่นไม่ได้อย่ างกรณี อั้ม เนโกะ (ถ่ายรูปนั่งตักปรีดี) แต่การแตะต้องไม่ได้นี้อาจเป็ นการวิพากษ์วิจารณ์ การกระทำในอดีตของเขาหรื อผลของการกระทำของเขาอันนั้นก็ พูดลำบาก และเป็นผลเสียกับการศึกษาแน่นอน ตราบใดที่เราไม่ สามารถแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งต่ างๆ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นศักดิ์ สิทธิ์ จะทำให้ความรู้หรือการศึกษาไม่ ก้าวหน้าแน่นอน
อาจารย์เคยพูดว่า ความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ และศาสนาควรแยกออกจากมหาวิทยาลั ย ทำไมจึงคิดเช่นนั้น
ความคิดทางศาสนาเป็นความคิดที่ ขัดขวางการคิดเชิงวิพากษ์วิ จารณ์และการสร้างสรรค์ความรู้ ใหม่ๆ มันมีลักษณะในการหยุดความคิดไว้ ทำให้ผมคิดว่าสองสิ่งนี้ไปกั นไม่ได้ ศาสนามักอ้างความคิดสูงสุ ดและไร้ขอบเขตของความรู้ทั้งๆ ที่ตัวมันเองมีข้อจำกัดมากมาย ความคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ อาจไม่ได้แย่เท่าศาสนาด้วยซ้ำ เพราะศาสนาใหญ่ๆ ในโลกมักอ้างความเป็นสากลที่ เหนือกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์พวกนั้ น ผียังต้องมาไหว้พระพุทธเจ้า ถ้าคุณเป็นพระผีต้องกลัว ถ้าเราไปเชื่อความเหนือกว่ าตรงนั้นก็จะทำให้เราไม่ สามารถคิดพัฒนาศักยภาพอะไรใหม่ๆ ได้อีกต่อไป เพราะศาสนาพุทธมักจะบอกว่าทุ กอย่างอยู่ในพระไตรปิฎกแล้วหรื อพระพุทธเจ้ารู้แจ้งรู้สิ้ นหมดแล้ว ฉะนั้นใครที่ศรัทธาศาสนามากๆ แล้วมาเรียนกับผม ผมก็จะบอกว่าเลิกเรียนเสียเถอะ แล้วก็ไปบวชซะ เพราะคุณรู้หมดแล้วหรือคุ ณไปหาความรู้ที่มันตอบได้ทุกอย่ างดีกว่า
แต่มหาวิทยาลัยหลายๆ ที่ก็มีจุดเริ่มต้นจากศาสนา
มันก็มีแบบนั้นเหมือนกัน แต่ถึงที่สุดแล้วพั ฒนาการของความรู้สมัยใหม่ที่เกิ ดขึ้นมา เป็นศาสตร์ขึ้นมา มันแตกตัวออกมาจากศาสนาและมันก็ ปฏิเสธความรู้แบบศาสนา ดูง่ายๆ ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ยังเชื่ อในการมีอยู่เรื่องพระเจ้า แล้วคุณอธิบายว่าสิ่งที่เขาค้ นหาคือพระเจ้า มันก็ไม่ได้ มันคือการค้นหาความจริงอีกอย่ างโดยไม่ได้สนใจการมีอยู่ ของพระเจ้า หรือจะสนใจการมีอยู่ของพระเจ้ าก็ได้แต่ว่าพระเจ้าก็จะอยู่ ในส่วนของพระเจ้าไป แม้ว่ามหาวิทยาลัยเกิดจากจุดเริ่ มต้นของศาสนาก็จริงแต่ที่สุดแล้ วความรู้เหล่านั้นมันไม่ได้ วางอยู่บนศาสนา
มหาวิทยาลัยควรจะเป็นอย่างไร
มหาวิทยาลัยควรจะมีอิสระของตั วเองในการแสวงหาความรู้ ถึงจุดหนึ่งจะต้องชี้แนะสั งคมได้ว่าอะไรควรหรืออะไรไม่ ควรหรือมีข้อเสนอหรือบริการสั งคมในยามสังคมเกิดปัญหา ฉะนั้นการทำให้มหาวิทยาลั ยทำบทบาทนั้นได้อย่างเต็มที่ต้ องปล่อยให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ เป็นเอกเทศ แน่นอน คุณอาจจะบอกว่า วิธีคิดแบบใหม่ที่เชื่อในการวิ พากษ์วิจารณ์อาจเป็นศาสนาอี กแบบหนึ่ง ก็ใช่ แต่ว่าในอีกแง่หนึ่งคือ อย่างน้อยมันกลายเป็ นศาสนาในโลกของการหาความรู้ มันเป็นศาสนาที่มีการถกเถียงวิ พากษ์วิจารณ์กันตลอดเวลา แลกเปลี่ยนกันหรือไม่ยอมกันได้ ตลอดเวลา นั่นคือกฎของมัน ซึ่งไม่เหมือนกับในโลกของศาสนา
การเอาเรื่องศักดิ์สิทธิ์มาใช้ อาจเป็นประโยชน์ในแง่เป็นจั ดระเบียบทางสังคมได้หรือเปล่า
ใครเชื่ออย่างนั้นก็ทำไป แต่คุณก็ต้องยอมรับว่ามีคนไม่ เห็นด้วยเหมือนกัน คือผมไม่คิดว่าการเอาเรื่องผี มาจัดระเบียบทางสังคมจะเป็นเรื่ องถูกต้อง ถ้าคุณทำด้วยความหลอกลวงมันแย่ เพราะคุณรู้อยู่ว่ามันไม่จริง แต่คุณไปหลอกคนเขา แต่ถ้าคุณทำเพราะเชื่อจริงๆ ก็ยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เพราะคุณไม่เชื่อมั่นในศั กยภาพของคุณในความเป็นมนุษย์ ในการสร้างความคิดความอ่ านความสามารถที่จะสร้างสรรค์ชี วิตของตัวเองได้
“ในสังคมโลกาภิวัตน์ ยิ่งหมุนไปเท่าไหร่ ไสยก็จะยิ่งงอกงามและจะถูกทำให้เป็นสินค้าได้ง่
ลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยก็เลี้
เวลาเลี้ยงกุมารจะมีลั
ฉะนั้นยิ่งโลกาภิวัฒน์ ไสยก็จะยิ่งเฟื่อง ผ่านวัตถุของเล่น หนัง หรือการ์ตูน
ไสยจะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวั
“เราอย่าไปยึดติดว่าถ้าเป็
ปัญหาอยู่ที่ตัววิธีการ เช่นคนที่ยึดวิทยาศาสตร์
ฉะนั้นความงมงายไม่อยู่ที่ตั
ผศ.ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิ ทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า อย่ามองว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็ นสิ่งตรงข้ามทางวิทยาศาสตร์
อภิญญากล่าวว่า เบื้องต้นไม่อยากให้มองเรื่ องความเชื่อเป็นเหตุเป็นผลแบบวิ ทยาศาสตร์ และอย่ามองว่าวิทยาศาสตร์กั บไสยเป็นคู่ตรงข้าม ถ้ารามองเป็นคู่ตรงข้ามก็จะเหมื อนว่าอันหนึ่งมีเหตุผลอันหนึ่ งไร้เหตุผล ในเรื่องนี้ถ้ามองในมุมมองวิ ทยาศาสตร์เราจะตั้งคำถามได้ว่ าทำไมความเชื่อแบบนี้จึงแพร่ หลายในสถานศึกษาชั้นสูง แต่ไสยก็ยังมีคำอธิบายได้ในตั วของมันอยู่ วิธีคิดแบบไสยที่ยังคงอยู่ เพราะมีหน้าที่อยู่ ตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน ซึ่งบางสิ่งความเป็นสมัยใหม่ ตอบสนองโจทย์เหล่านั้นไม่ได้ แต่ไสยตอบสนองได้มันถึงยังคงอยู่
ความคิดแบบไสยในบางพื้นที่นั กมานุษยวิทยาจะเรียกว่า เทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผีที่มีมาอย่ างยาวนานในสังคมก่อนสมัยใหม่ เช่น ชาวกะเหรี่ยงมีประเพณีเอารกเด็ กแรกเกิดไปฝังไว้ที่ต้นไม้ เป็นการนำจิตวิญญาณผูกไว้กับต้ นไม้ต้นนั้น พวกเขาจึงสามารถรักษาป่าได้ เป็นต้น เมื่อสังคมมาสู่ยุคสมัยใหม่หน้ าที่เหล่านี้ก็ยังคงอยู่ อย่าง ชาวนาไทยเชื่อพระแม่โพสพ นักวิชาการข้าวบอกว่าควรใช้ปุ๋ย สูตร ก. สูตร ข. ใช้ยาฆ่าแมลงจะเจริญงอกงาม แต่ก็ยังไม่ได้เลิกไหว้แม่โพสพ เพราะเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกมั่ นคงทางจิตใจ
ในสังคมเมืองสมัยใหม่ที่ ประชากรมีชีวิตอย่างไม่มั่นคง มันตัดขาดโดดเดี่ยว ตัวใครตัวมัน เปลี่ยวเหงา ฉะนั้นปรากฏการณ์อย่างตุ๊กตาลู กเทพจึงเกิดได้อย่างไม่น่ าแปลกใจ ในสังคมโลกาภิวัตน์ยิ่งหมุ นไปเท่าไหร่ ไสยก็จะยิ่งงอกงามและจะถูกทำให้ เป็นสินค้าได้ง่ายมากกับบริ โภคนิยม ลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยก็เลี้ ยงกุมารทองไว้ทั้งหมด 7 ตน เพราะเด็กเหงา เวลาเลี้ยงกุมารจะมีลั กษณะของความใกล้ชิด เมื่อผีอยู่ในเขตเมือง ผีจะมีลักษณะวัฒนธรรมเมือง คือ มีลักษณะเป็นของส่วนตัว กุมารจึงจะมีชื่อตั้ง มีนิสัยใจคอ เขาจึงรู้สึกว่ามีเพื่อน ฉะนั้นยิ่งโลกาภิวัฒน์ ไสยก็จะยิ่งเฟื่อง ผ่านวัตถุของเล่น หนัง หรือการ์ตูน ไสยเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวั นของคนมากขึ้น
ไสยจึงเป็นวิธีคิดโดยใช้ตรรกะอี กชุดหนึ่งซึ่งมนุษย์ชอบภาพฝัน อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของเด็ก บางทีคนเราไม่ต้องการความชั ดเจนแบบวิทยาศาสตร์ไปทุกเรื่อง ในทางหนึ่งวิทยาศาสตร์ไม่ สามารถขับไล่วิธีคิดแบบความรั กใน magic อะไรที่กึ่งฝันกึ่งจริงมั นขายได้กับผู้ใหญ่ และจะไม่หายไป
เราอย่าไปยึดติดว่าถ้าเป็ นความคิดแบบไสยแล้วจะงมงาย ปัญหาอยู่ที่ตัววิธีการ เช่นคนที่ยึดวิทยาศาสตร์ แบบงมงายก็มี ฉะนั้นความงมงายไม่อยู่ที่ตั วความเชื่อแต่อยู่ที่คุณยึดสิ่ งนั้นจนไม่มองมุมอื่น แล้วตัดความคิดแบบนั้นออกไป ถ้าคุณคิดวิพากษ์เป็นก็จะเป็ นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าคิดวิพากษ์เป็นแล้วบอกว่ าคุณเชื่อไสยคุณงมงายก็จะเป็ นการแปะป้าย ซึ่งดูไม่ยุติธรรม ขอให้แยกแยะระหว่างตัวความคิดกั บวิธีการยึด
“ความเร้นลับเบื้องหลังการบูสะท้อนให้เห็นถึงการศึกษาไทยที่
การศึกษาในลักษณะที่เป็
จนนักศึกษาเองก็รู้สึ
ระบบการศึกษาที่ไม่สามารถเชื่
สรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ นักสังคมวิ ทยาและมานุษยวิทยา อาจารย์ภาควิชาสื่อศิ ลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ภาพตัดต่ อบนหอนาฬิกาผ่านลัทธิบูชาวัตถุ หรือสินค้า มานุษยวิทยา ความเป็นอำนาจนิยม
คิดอย่างไรกับภาพตัดต่อชุดครุ ยบนหอนาฬิกา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เบื้องต้นคงต้องมองว่าการตัดต่ อภาพนักศึกษาในชุดครุยรับปริ ญญานั่งบนหอนาฬิกานั้นเกิ ดในโลกดิจิทัล ไม่ได้เกิดในโลกทางกายภาพ แต่การเกิดในโลกเสมือนจริงกลั บมีผลทิ่มแทงลั กษณะบางประการของระบบการศึ กษาสมัยใหม่ในมหาวิทยาลัยไทยที่ อยู่ในโลกกายภาพอย่างอดเสียมิ ได้ ลักษณะที่ว่านั้นคือ fetishism หรือ ลัทธิบูชาวัตถุหรือสินค้า และวัตถุดังกล่าวมันได้กลายเป็ นสัญลักษณ์หรือตั วแทนของระบบการศึกษา หรือเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็ นสถาบันและตัวตนของคนในสถาบันนั้ นๆ ไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ คำถามที่ว่าอะไรคือสัญลักษณ์ ของมหาวิทยาลัย ตอบอย่างเป็นทางการคือ บรรดาเข็มกลัดหรือสถานที่ต่างๆ นั่นแหละ ทว่าเอาเข้าจริง บรรดาฝูงม้าลายหน้าศาลพระภูมิ ของบนบานต่างๆ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยต่างหากที่ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่ สะท้อนระบบการศึกษาได้เป็นอย่ างดี (สมัยเป็นนักศึกษาผมเคยตามเพื่ อนหลายคนไปบนบานและพบว่านักศึ กษาจำนวนมากเรียนสายวิทย์) สิ่งสำคัญของการมองว่าอะไรเป็น fetishism นั้นคือการพิจารณาว่าเบื้องหลั งวัตถุบูชาต่างๆ นั้นสะท้อนความสัมพันธ์ทางสั งคมและวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง มันสะท้อนให้เห็นถึงการศึ กษาไทยที่มุ่งเน้นการสร้างนักศึ กษาให้เป็นเพียงแรงงานในการผลิต การศึกษาในลักษณะที่เป็ นกลไกตามระบบอุตสาหกรรม จนนักศึกษาเองก็รู้สึ กแปลกแยกจากระบบการศึกษา ระบบการศึกษาไม่สามารถเชื่อมปรั ชญาการศึกษากับความเคลื่ อนไหวของโลกภายนอกได้ มันมีผลอย่างยิ่งทำให้นักศึ กษาไม่เชื่อมั่นในวิชาและการเรี ยนรู้ของตนเอง นำไปสู่การพึ่งพิงสิ่งเหนื อธรรมชาติและทดเทิดให้วัตถุต่ างๆ มีอำนาจนำเหนือชีวิตของตนเอง fetishism ในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งน่ าสนใจเพราะไม่เพียงเป็นแค่การบู ชาวัตถุเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการทำให้ คนกลายเป็นวัตถุของการบูชาได้อี กด้วย บุคคลากรจำนวนมากของมหาวิทยาลั ยหรือระบบการศึกษาได้กลายเป็นวั ตถุของการบูชาทั้งที่เสียชีวิ ตไปแล้วและยังมีชีวิตอยู่
ทำไมถึงคิดว่าเป็น Fetishism
ระบบของ fetishism เกี่ยวพันกับอำนาจนิยมค่อนข้ างมาก เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่ เน้นความสูงต่ำของฐานันดรทางสั งคมและชนชั้นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการกลายเป็นส่วนหนึ่ งของระบบแรงงาน นักศึกษายังถูกสั่งสอนให้เป็นผู้ น้อยที่ต้องเชื่องเชื่อ ดังนั้น fetishism ยังเป็นภาพสะท้อนของการผลิตซ้ำ อุดมการณ์หลักของสังคมไทย เราไม่อาจตีความได้ว่าผู้บูชาต้ องการหาที่พึ่งทางใจ การบูชาสินค้าและวัตถุเป็นเพี ยงการสร้างสภาวะชั่วคราวให้ ปลอดภัยภายในระบอบที่อำนาจนิ ยมทำงานร่วมกับการศึกษาในระบบทุ นนิยมเท่านั้นเอง
ในการทำความเข้าใจ “ปรากฏการณ์หอนาฬิกา” ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านหนึ่งมันบอกว่าทั้งนักศึ กษาและผู้หลักผู้ใหญ่ต่างก็ให้ ความหมายและทดเทิดวัตถุให้มี ความสำคัญต่อการระบุและอ้างอิง self ของตน คนทั้งสองกลุ่มนั้นต่างต้องมี แหล่งอ้างอิงในการบูชาวัตถุเหมื อนกัน ต่างกันที่ฝ่ายหลังเน้นลำดั บความสูงต่ำและพยายามสถาปนาให้ การบูชาวัตถุสิ่งของนั้นให้มีลั กษณะของความเป็นสถาบัน หอนาฬิกาซึ่งมิเคยศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่างไรในสายตาของนักศึกษาจึ งถูกทำให้กลายเป็นวัตถุศักดิ์สิ ทธิ์ราวกับศาลพระภูมิจนเกินไป อันนี้คือความพยายามจนลืมนึ กไปว่ามันคือแท่งคอนกรี ตขนาดใหญ่ที่มีเข็มนาฬิกาตั้ งอยู่ข้างบนและตั้งอยู่ กลางวงเวียนให้รถวิ่งวนไปมา เหตุผลที่ดูเหมือนฟังไม่ขึ้ นของฝ่ายออกมาทักท้วง อาทิ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และเหมือนไปนั่งทับหัวผู้ใหญ่ หรือคนสัญจรไปมานั้น แม้จะแทบฟังไม่ขึ้นแต่มันดันฟั งขึ้นสำหรับผู้พยายามบูชามั นและสถาปนามัน ทว่าเหตุผลเช่นนี้เองสะท้ อนความกลวงของระบบการศึกษา ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ภาพตัดต่ อของนักศึกษาจึงกลายเป็นสิ่งที่ กระทบต่อบุคลากรอื่นที่ไม่ใช่นั กศึกษา สำหรับนักศึกษามช.จำนวนไม่น้อย หอนาฬิกาไม่ได้บอกแค่เวลา (ซึ่งส่วนมากไม่ค่อยตรงและเสีย) แต่ยังเป็นเสมือนวัตถุของการท้ าทายอำนาจ หอนาฬิกาแห่งนี้มีชีวิตผ่านเรื่ องเล่าว่าด้วยการเห็นผีและสิ่ งเหนือธรรมชาติ อาทิ ในเวลาเที่ยงคืนตรงใครที่ขั บรถย้อนศรวนรอบหอนาฬิ กาจนครบสามรอบจะเห็นผี หรือเรื่องเล่าอื่นๆ อีก เรื่องเล่าพวกนี้สะท้อนถึ งการพยายามท้าทายระเบี ยบแบบแผนของอำนาจและกฎเกณฑ์ ในมหาวิทยาลัยทั้งในเรื่ องของการใช้เวลายามค่ำคื นและการขับขี่ (แน่นอน เราก็ต้องพิจารณาเรื่ องความปลอดภัย) ผมแค่ต้องการบอกว่าการตัดต่ อภาพของนักศึกษาก็เช่นกัน และหลังการเผยแพร่ ภาพออกไปในโลกออนไลน์ “ผี” ก็ปรากฏออกมาจริงๆ แต่มันคือผีที่ ตามหลอกหลอนระบบการศึกษา ผีที่ตามหลอกหลอนถึงโลกออนไลน์ และเป็นผีที่ทำให้โลกออนไลน์เป็ นพื้นที่จริงเสียยิ่งกว่ าโลกกายภาพ “ผี” ในที่นี้มิใช่ตัวบุคคลหรือหน่ วยงานแต่คืออุดมการณ์ที่ซ่อนอยู่ หลังวัตถุที่ถูกบูชา
“ถ้าเรามองผ่านแนวคิดปัแต่ปัญญาชนสำหรับกรัมชี่คือคนที่
ฉะนั้นปัญญาชนในที่นี้เป็นใครก็
ถ้าเรามองปัญญาชนในแบบหลัง มหาวิทยาลัยก็อาจจะล้มเหลวในเรื่
เพราะไม่ได้ชี้ให้ผู้คนเห็นว่
ผศ.ดร.วัชรพล พุทธรักษา อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรั ฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองการสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในมหาวิทยาลัยว่าสะท้อนภาพชนชั้ นในมหาวิทยาลัยและการต่อสู่กั บคติชนรวมไปถึงการเปลี่ยนผ่ านความเชื่อไปสู่ความรู้ ผ่านมุมมองของ มาร์กซ์และกรัมชี่
ช่วยอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เรื่ องราวความศักดิ์สิทธิ์ยังคงอยู่ ในมหาวิทยาลัยผ่านมุมมองของมาร์ กซ์
โดยหลักๆ ถ้าเรามองในมุมของมาร์กซ์ จะมองผ่านของพื้นฐานการวิ เคราะห์ในทางชนชั้น เมื่อมองแบบนี้เวลามีพิธีกรรมต่ างๆ ของแต่ละคณะ ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ทั้งการตั้งเสาผูกผ้าสามสี การขึ้นป้ายศักดิ์สิทธิ์ห้ ามละเมิดต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นอยู่ในหลายพื้นที่ ผมคิดว่ามันไม่สำคัญอะไร แต่เนื้อหาหลักของมาร์กซ์มองกั นที่ชนชั้นและพยายามมองสิ่งต่ างๆ ให้ทะลุจากฉากหน้าที่เราเห็น ดังนั้นฉากหน้าจะเป็นอะไรก็ได้ ในหลายๆ แบบแต่ฉากหลักของเรื่องเหล่านี้ คือการรักษาสถานะทางชนชั้ นเอาไว้ ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
มันสะท้อนให้เห็นอะไรกับพื้นที่ ทางปัญญาของมหาวิทยาลัย
มันเป็นภาพสะท้อนความไม่เข้มแข็ งทางปัญญาของทั้งสังคมมากกว่า ไม่ได้เป็นแค่มหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยอาจเป็นที่ที่ถู กคาดหวังการชี้นำทางความคิ ดทางปัญญาได้ ถ้าเรามองแบบมาร์กซ์ เราจะมองแบบองค์รวมคือมหาวิ ทยาลัยก็แยกไม่ออกจากเศรษฐกิจสั งคมการเมืองทั้งหลาย ดังนั้นมหาวิทยาลัยก็เป็นส่ วนหนึ่งของสังคมแบบไทยๆ อย่างอาจารย์ที่สอนวิทยาศาสตร์ ของคณะวิทย์ไปบนบานต่อสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ให้ผลแล็บมันออกก็มี มันเป็นภาพสะท้อนของสั งคมแบบไทยว่าเราเชื่อมั่ นอะไรบางอย่างมากกว่าศั กยภาพของมนุษย์ คือมันไม่ใช่ทุกคนในมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่ งของระบบสังคม วัฒนธรรม อุดมการณ์ ที่กลืนกันไป ไม่ได้แยกออกมาเป็นพื้นที่พิ เศษที่มีอุดมการณ์อย่างต่ างประเทศ ฉะนั้นจึงมีคนทั้งสองส่วน ทั้งคนที่ตระหนักรู้ อยากจะก้าวข้าม กับอีกพวกที่ยอมถูกกลืนอยู่ ในกระบวนการอย่างนี้ต่อไป
เรื่องเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึ งจิตสำนึกทางชนชั้นของนักศึ กษาที่เข้ามาศึกษาเพื่อเปลี่ ยนผ่านความเชื่อไปเป็นความรู้ แต่เรื่องศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ กลับอยู่กับการเปลี่ยนผ่านไปพร้ อมกันได้อย่างไร
ต้องมองแยกเป็นสองส่วนว่ าหากเรามองว่าปัญญาชนในที่นี้คื อผู้ที่เรียนจบรับดีกรีปริ ญญาตรี โท เอก ในที่นี้มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไร เพราะสามารถผลิตบัณฑิตที่มีปริ ญญาได้ตามความต้องการหรื อตามมาตรฐานที่ สกอ.กำหนด
แต่ถ้าเรามองผ่านแนวคิดปั ญญาชนของกรัมชี่ ปัญญาชนไม่จำเป็นต้องมีปริญญาก็ ได้ ปัญญาชนสำหรับกรัมชี่คือคนที่มี หน้าที่ผลักดันขับเคลื่อนสั งคมที่เป็นอยู่ให้ดีกว่าเดิม ฉะนั้นปัญญาชนในที่นี้เป็นใครก็ ได้ เป็นได้ทุกคน ถ้าเรามองปัญญาชนในแบบหลัง มหาวิทยาลัยก็อาจจะล้มเหลวในเรื่ องนี้ เพราะไม่ได้ชี้ให้ผู้คนเห็นว่ าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่เพื่ อทำอะไรกับเราบ้างแต่เรายอมรั บมัน ถ้าเรามองว่าเอาแค่รับปริญญาก็ เป็นปัญญาชนแล้ว มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ทำอะไรผิ ดพลาด
ถ้าแม้แต่ปัญญาชนในที่นี้ซึ่ งหมายถึง คนที่มีสถานะพิเศษในสังคม มีชื่อเสียง มีบทบาทสำคัญ ยังเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ งมงายอยู่ มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความล้ มเหลว ในสถานะหนึ่งเขาเป็นนักวิ ชาการที่ตกอยู่ภายใต้กรอบแห่ งความสัมพันธ์ ดังนั้นก็ไม่ได้แปลกและเข้ าใจได้ว่าเขาก็อยู่ในกรอบที่สั งคมสร้างกันมา พูดง่ายๆ ว่าปัญญาชนเหล่านี้ก็มองไม่ ออกจากสิ่งที่มีอยู่
แล้วมองเรื่อง “ไม่ถูกกาลเทศะ” อย่างไร
เวลาเราพูดเรื่องของกาลเทศะเป็ นเรื่องของ time and space แต่โดยหลักแล้วแนวคิดเรื่องนี้ คือ เวลาคุณจะทำอะไรมันต้ องเหมาะสมกับ time and space ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทสั งคมและประวัติศาสตร์ของที่นั้นๆ ถ้ามองในเรื่องนี้ ในพื้นที่อื่นๆ ก็จะไม่เป็นอะไร อาจจะ ตลก สนุก และเท่ห์ดี แต่ในประเทศของเราที่มีบริบทวั ฒนธรรมอีกแบบ ชุดของคำอธิบายที่ได้คือ ไม่เหมาะสม แต่บางทีผมคิดว่าไม่ใช่ไม่ เหมาะสมอะไร มีงานแปลของกรัมชี่ชิ้นหนึ่งที่ ชื่อว่า ข้าพเจ้าเกลียดวันขึ้นปีใหม่ (http://www.matichon.co.th/ news_detail.php?newsid= 1421226860) ซึ่งได้กล่าวว่าเวลาไม่ได้สำคั ญมากในแง่ของการเฉลิมฉลอง กรัมชี่มองว่าเวลาตอนไหนก็สำคั ญได้ ถ้าเราจะปฏิวัติหรือเปลี่ ยนแปลงก็ไม่จำเป็นจะต้องรอเวลา ดังนั้นถ้ามองในมุมของกรัมชี่ เขาอาจจะชี้ชวนให้เรามองโลกอี กแบบ เราไม่รู้ด้วยว่ามันถูกหรือผิด ดีหรือเลว แต่เป็นการชวนเรามองโลกไปอีกแบบ
มหาวิทยาลัยควรจะปฏิบัติตัวต่ อความเชื่อความศักดิ์สิทธิ์อย่ างไร
โรงเรียนมีหน้าที่หลักในการผลิ ตคนเพื่อสู้/ต้านกับคติชาวบ้ านหรือความเชื่อทั่วไป รวมถึงวิธีการมองโลกในแบบที่ เชื่อสืบต่อกันมา ในสังคมแบบที่ไม่วิพากษ์นั้ นการมองโลกในแบบที่เชื่อสืบต่ อกันมาจะทรงพลังและในท้ายที่สุ ดจนกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ ยนแปลงได้ยากเพราะวิธี การมองโลกหรือความเชื่อเช่นนั้ นได้กลายมาเป็นเรื่องลี้ลับหรื อพิเศษไป การดำรงอยู่และผลิตซ้ำของคติ ชาวบ้านในเรื่องต่างๆ เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ บางประการของบาง (หรือหลาย) ชนชั้น กรัมชี่เสนอว่าเพื่อให้มนุษย์ สามารถหลีกพ้นไปจากเรื่องลึกลั บที่ฝังตัวในสังคม โรงเรียนในฐานะผู้ให้การศึ กษาควรสร้างคนให้ยึดมั่นในเรื่ องของการทำงาน กรัมชี่เสนอว่ามนุษย์นั้นเข้าถึ งและเข้าใจการทำงานของตนได้ไม่ ใช่แต่เพียงการแสวงหาอำนาจที่ มากขึ้นและการทำการผลิตเท่านั้น แต่มนุษย์ยังต้องยึดมั่ นและเคารพในกฎเกณฑ์ทั้งในเชิงสั งคมและเชิงกฎหมายด้วย มนุษย์ต้องเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ จากภายในไม่ใช่เพียงเพราะถูกบั งคับจากแรงกดดันภายนอก การรักษาความสัมพันธ์ระหว่ างระเบียบทางสังคมและการทำงานทั้ งกิจกรรมเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ ของแต่ละคนนั้นกรัมชี่มองว่าเป็ นการ “สร้าง” พื้นฐานขั้นต้นให้กับการเข้ าใจโลกที่เป็นอิ สระและปลอดจากความเชื่อในเรื่ องวิเศษและเหนือธรรมชาติได้
ดังนั้นบทบาทของครูผู้สอนทั้ งในการสอนบทเรียนต่างๆ และบทบาทด้านการให้การศึกษา ซึ่งไม่ใช่เพียงในเรื่องบทเรี ยนแต่เพื่อชีวิตทางสังคมจึงมี ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบทบาทของผู้สอนได้มีส่ วนสำคัญในการผลิตสร้างวิธี การมองโลก วัฒนธรรม ตลอดจนคติความเชื่อแบบใหม่เพื่ อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สังคมที่ ดีกว่าเดิมได้
“ประเทศไทยก็มีลักษณะพิเศษ คือวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสูงมาก
เมื่อเทียบกับหลายๆ ชาติ แต่ประเทศไทยไม่เอากระบวนความคิ ดแบบวิทยาศาสตร์มาใช้
เราเสพเทคโนโลยีเหมือนกับว่าเป็ นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นหนึ่ง”
เมื่อเทียบกับหลายๆ ชาติ แต่ประเทศไทยไม่เอากระบวนความคิ
เราเสพเทคโนโลยีเหมือนกับว่าเป็
รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับพื้นที่ วิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ไทย
การเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของนักศึกษา สะท้อนอะไรในมหาวิทยาลัย
เชื่อไหมว่า การห้ามถ่ายรูปกับบันไดนาค (บันไดหน้าตึกคณะอักษรศาสตร์) หรือการใส่ชุดครุยก่อนเรี ยนจบจะทำให้เรียนไม่จบ สมัยผมเรียนยังไม่มี นั่นแปลว่าเรื่องต่างๆ มันถูกสร้างขึ้นมาเองเรื่อยๆ ผ่านมุมมองความเชื่ อและเวลาในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่เข้าศึกษาในปีที่ 1 ก็จะโดนปลูกฝังโดยรุ่นพี่ถึ งความเชื่อในแต่ละพื้นที่แต่ ละคณะ ความเชื่อบางอย่างเคร่งเครี ยดมาก ห้ามทำนั่น ห้ามทำนี่ ความเชื่อบางอย่างก็เป็นความเชื่ อแบบเล่นๆ แต่ก็มีที่มาที่ไป อย่างคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จะมีข้อห้ามสำหรับน้องใหม่ เช่น ที่บันไดตึกชีววิทยา 1 ห้ามปี1 ขึ้น ใครเดินบันไดทางขึ้นกลางจะทำให้ ถูกรีไทร์ พอเขาทักมาก็ไม่มีใครกล้าทำ แต่ถ้ามันเป็นวิทยาศาสตร์มันก็ ต้องทดลองทำสิว่าจะรีไทร์ไหม ความตลกก็คือเพื่อนรุ่นผมเคยขึ้ นบันไดนั้นแล้วปรากฏว่าเขารี ไทร์จริงๆ แต่มันก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ต้องทำบ่อยๆ แล้วต้องอธิบายได้ด้วยว่าทำไมถึ งรีไทร์ สุดท้ายมันอธิบายไม่ได้ว่าเขาตั้ งกฎเกณฑ์แบบนี้เพื่ออะไร
ฉะนั้นกฎเกณฑ์พวกนี้มันจะมี คำอธิบายภายหลัง ถ้าเมื่อไรไม่มีคำอธิ บายจะกลายเป็นความเชื่อหรือสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ อย่างวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่าสมัยก่อนตึกไม่ได้ มากขนาดนี้ ใครจะเรียนก็จะต้องเดินผ่านหน้ าบันไดนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นพวกพี่ๆ สมัยก่อนก็จะไปนั่งอารมณ์แบบ SOTUS เต็มบันไดไปหมดเลย เพื่อดูว่าน้องๆ แต่งตัวผิดระเบียบหรือไม่ อันนี้อธิบายในทาง SOTUS ถ้าลึกกว่านั้นก็คือที่จริงแล้ วบันไดตรงนี้ สมัยก่อนคณะวิทยาศาสตร์เคยเรี ยนรวมกันคณะแพทย์ด้วย เวลามีอาจารย์ใหญ่หรือศพที่ มาดองก็จะดองตรงนั้น ฉะนั้นจึงเป็นการให้เกียรติ ไม่ควรเดินข้าม แต่ก็ไม่ตอบโจทย์นะว่าทำไมรุ่ นพี่ถึงยังเดินได้
พอได้คณะอื่นคุณก็จะเห็นว่ามี กฎเกณฑ์คล้ายๆ กัน สถาปัตย์ก็จะมีตัวหนังสือ ถ.ป. อยู่กับพื้นห้ามน้องเดินผ่านหรื อบันไดนาคของครุศาสตร์เหมือนกัน ห้ามขึ้นตรงๆ ต้องขึ้นข้างๆ ซึ่งทั้งหมดที่อธิบายอาจไม่ใช่ ความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดแต่เป็นเรื่องของคำสั่ งทั้งนั้น เรื่องกฎเกณฑ์พวกนี้มันมี ความเป็นวิทยาศาสตร์ คือ มันมีที่มาและเหตุผล แต่เหตุผลนั้นจะน่าเชื่อถือน่ ายอมรับหรือไม่ มันเป็นเรื่องของยุคสมัย
ถ้าถามว่ามหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ ความหวังของสังคมไหมก็อาจจะยั งเป็น แต่ว่าไม่มาก เพราะเป็นส่วนประกอบเล็กๆ ของคนทั้งสังคม โรงเรียนหรือเอกชนบางอย่างใหญ่ กว่าเรา มหาวิทยาลัยจึงอาจจะยังเชื่อได้ บ้างถ้าศรัทธายังมี ซึ่งกลายเป็นเรื่องขำที่เราต้ องมาพึ่งศรัทธา คนในสังคมเชื่อคนในมหาวิทยาลั ยพูดเพราะศรัทธา ไม่ได้เชื่อเพราะว่าวิชาการ เชื่อเพราะเป็นจุฬาฯ เป็นมหิดล เป็นมหาวิทยาลัยต่างๆ ฉะนั้นมหาวิทยาลัยยังพอพู ดอะไรที่ค้านกระแสสังคมได้ แต่ถ้าไม่รู้จักค้านกระแสสังคม ไม่รู้จักอะไรที่มั นแปลกแยกออกไป คนก็จะไม่ศรัทธามหาวิทยาลัย ก็จะไม่มีสถานะที่พึ่งได้
กระบวนการการแบบคิดวิทยาศาสตร์ มีตำแหน่งแห่งที่อย่างไรในสั งคมไทย
ผมคิดว่าวิทยาศาสตร์ ไทยโดยภาพรวม มันอ่อนแอมาตั้งแต่แรกแล้ว คนไทยโดยพื้นฐานไม่ได้มีความคิ ดแบบวิทยาศาสตร์ ว่าเรื่องนี้แย้งได้ไหม เถียงได้ไหม เรื่องนี้หาทางพิสูจน์ได้ไหม ถ้าเป็นผม จะตั้งคำถามว่าเรื่องจริงหรื อไม่ ต้องพิสูจน์ไหม ทุกคนก็จะบอกว่าไม่เชื่ออย่ าลบหลู่ตั้งแต่แรก ทุกคนจึงคิดแต่จะเล่าต่อๆ กัน สนุกไปเรื่อยโดยไม่คิดที่จะโต้ แย้ง มันสะท้อนสิ่งน่าสนใจอย่างหนึ่ งคือ เมื่อเทคโนโลยีมันไปไกลมาก ประเทศไทยก็มีลักษณะพิเศษ คือวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสูงมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ชาติ แต่ประเทศไทยไม่เอากระบวนความคิ ดแบบวิทยาศาสตร์มาใช้ เราเสพเทคโนโลยีเหมือนกับว่าเป็ นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นหนึ่ง
ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยหนึ่ งซึ่งก็มีศาลพระภูมิเหมือนกัน แล้วก็ไม่แปลกที่คนจะกราบไหว้ หรือจุฬาฯ ก็มีพระรูปสองรัชกาลคนก็ กราบไหว้ ผมเคยบอกเรื่องบั้งไฟ ถ้าคุณเชื่อว่าพญานาคมีจริงก็ สามารถเชื่อได้ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าวันใดที่คุณบอกว่าลูกไฟนั้ นเกิดจากแก๊สธรรมชาติ ลอยออกมาจากน้ำ ผมก็จะบอกว่ามันไม่จริง วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าไม่จริ ง ฉะนั้นการกราบไหว้ที่อยู่ ในกรอบของการเรียกขวัญกำลังใจ ผมว่าไม่เสียหาย
วันนี้คำศัพท์อย่ากะลาแลนด์มั นแรงขึ้นเพราะว่าคนออกไปเห็ นอะไรข้างนอกเยอะมากขึ้นแล้ว และเริ่มรู้ว่าโลกของไทยไม่เหมื อนข้างนอก เพราะโลกแคบลงมี โซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น มีการถกเถียงมากขึ้น การที่คนใช้คำว่ากาลเทศะมาหยุ ดคุณก็จะโดนแย้งมาขึ้นในอนาคตว่ ามันไม่จำเป็น และเป็นกาลเทศะของคุณ จะมาครอบเราตลอดเวลาไม่ได้ เพราะเราก็มี กาลเทศะของเราเองเช่นกัน ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น
ที่ผ่านมาเราเรียนวิทยาศาสตร์ ปลอม?
เมื่อก่อนเราคิดว่าสิ่งต่างๆ มันทำงานได้ด้วยพลังของมัน มีความศักดิ์สิทธิ์ มีพลังที่เรามองไม่เห็น แต่เรามาสู่ยุคสมัยที่จะบอกว่ าเราไม่แตะตรงนั้นเพราะมันดู โบราณและอ้างวิทยาศาสตร์แทน วิทยาศาสตร์ถูกเอามาอ้างเหมื อนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่า GT 200 ตรวจระเบิดได้ เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูง จากฟิสิกส์ ควอนตัม และศัพท์ต่างๆ ที่เราฟังแล้วดูเหมือนไม่เข้ าใจแต่ดูแล้วเริ่มศรัทธาเพราะมั นเป็นวิทยาศาสตร์ อันนี้ไม่ใช่วิทยาศาสตร์จริงๆ เป็นวิทยาศาสตร์เทียมที่ไม่ได้ เกิดจากการอธิบายปรากฏการณ์ได้ ทดลองได้ ฉะนั้นถ้าคุณเชื่อว่าทำงานได้ คุณโดนวิทยาศาสตร์เทียมหลอกแน่ นอน
โดยภาพรวมของการศึกษาไทยค่อยข้ างล้มเหลวและวิทยาศาสตร์ไทยก็ล้ มเหลวค่อนข้างมาก เราสอนวิทยาศาสตร์เป็นคัมภีร์ เรามีตำรา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เป็นรูปแบบนี้ ใครตอบผิดก็คือผิด แต่ไม่มีการบอกว่ามันมีข้อยกเว้ นหรือมีการทดลองใหม่ๆ หรือไม่ เราไม่เคยเจอบรรยากาศที่เด็กเถี ยงอาจารย์ตั้งแต่แรก และอาจารย์ก็ไม่ค่อยถามว่าเห็ นด้วยไหม เราเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่พื้ นฐานว่ากินข้าวกันยังไง 5 หมู่หรือไม่ ก็เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยสอนว่ามีอะไรที่ นอกกรอบจากนี้ วิทยาศาสตร์จริงๆ จะเริ่มจากการตั้งคำถาม เราไม่เริ่มจากตรงนั้น เราเริ่มจากเนื้อหา มันก็เลยหลงทางจนวันนี้ ใช้ความเชื่อ ความศรัทธา เชื่อตามตำรา เชื่อตามที่ครูบอก ซึ่งความรู้ของครูเองก็อาจเป็ นความรู้ย้อนหลังไปเมื่อสมัยยั งเรียนอยู่ก็ได้
ในตัววิทยาศาสตร์เอง ยิ่งคุณเรียนสูงยิ่งถกเถียงน้ อยลงไปเรื่อยๆ เพราะความรู้มันเยอะ วิทยาศาสตร์ยิ่งเรียนสูงจะยิ่ งโง่เพราะจะยิ่งแคบ คุณจะรู้เรื่องนี้ดีมากๆ แต่คุณจะไม่รู้เรื่องอย่างอื่น คุณจะไม่เจอบรรยากาศที่ถกเถี ยงว่าจริงหรือเปล่าไม่จริงหรื อเปล่าอย่างสายสังคมศาสตร์ แต่ถ้าคุณเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้ งแต่เด็กๆ คุณจะไม่เจอว่าใครผิดเลย ทุกคนจะถูกหมด ครูบาอาจารย์เองที่จะหลุดพ้นวิ ทยาศาสตร์แบบเดิมๆ ก็ยังน้อย เป็นขบวนการแม่พิมพ์ ไม่เหมือนกับต่างประเทศที่ครู บาอาจารย์เป็นแค่ไกด์ นำทางในการสอน
แสดงความคิดเห็น