ศาลแพ่งเลื่อนไต่สวน ‘ฟ้องกลุ่ม’ เร็วขึ้น หลังคนพิการยื่นฟ้อง กทม.สร้างลิฟต์ BTS ไม่เสร็จ
Posted: 02 Feb 2017 04:33 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
หลังตัวแทนคนพิการอ่านแถลงการณ์ -ยื่นฟ้องคดีแพ่งแบบกลุ่มกับ กทม.กรณีสร้างสิ่ งอำนวยความสะดวกบนบีทีเอสไม่ เสร็จ ล่าสุดศาลสั่งเลื่อนไต่สวนเร็ วขึ้นจาก 30 มี.ค.เป็น 17 ก.พ. ด้านคนพิการเดินหน้าหารายชื่อร่ วมฟ้องเพิ่ม- เตรียมนำเสนอข้อมูลสิทธิขั้นพื้ นฐานของประชาชน
2 ก.พ.2560 ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้ องขึ้นได้ (T4A) แจ้งว่า วานนี้ (1 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษกแจ้งเลื่อนวันไต่ สวนคดีสิ่งอำนวยความสะดวกบนบีที เอส จากวันที่ 30 มี.ค. มาเป็นวันที่ 17 ก.พ. ที่จะถึง ในกรณีทีสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เป็นตัวแทนผู้พิการ 98 คนยื่นฟ้องคดีแพ่ง กทม. เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา (อ่านที่นี่) หลังไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ บริการบีทีเอส โดยจากการสอบถามสนธิพงศ์ มงคลสวัสดิ์ ทนายความ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ศาลแพ่งได้ให้เหตุ ผลว่า คดีนี้เป็นคดีที่เป็ นสาธารณะและอยู่ ในความสนใจของประชาชนในตอนนี้ การนัดไต่สวนคำร้องขอเนินคดี แบบกลุ่มซึ่งเดิมกำหนดเป็นวันที่ 30 มี.ค.เป็นระยะที่ยาวเกินไป จึงขยับเวลาเป็นวันดังกล่าว ส่วนเรื่องการไต่สวนและสื บพยานเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
โดยเขาเล่าถึงประเด็นสำคั ญของการพิจารณาไต่สวนคำร้ องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มไว้ 3 ประเด็น คือ
1.เรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยว่า มีบุคคลเป็นคนพิการ มีกี่คนที่ได้รับความเสี ยหายจากการไม่สร้างลิฟต์
2.ในจำนวนคนเหล่านั้นได้รั บความเสียหายจากการใช้บีที เอสไม่ได้ ไม่สะดวก เสียหาย เสียเงินและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้ นต่อวันเท่าไหร่
3.โจทก์และทนายความจะต้องพิสู จน์ว่าตนเป็นผู้ที่มีศั กยภาพในการพิทักษ์สิทธิต่างๆ ของสมาชิกคนพิการได้อย่างทั่วถึ งและเป็นธรรม สามารถเป็นผู้นำในการสื่อสารให้ สมาชิกคนพิการได้รับข้อมูลข่ าวสาร และเดินหน้านำพยานหลั กฐานไปเสนอต่อศาล รวมถึงต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ทนายความของตัวโจทก์มี ความสามารถในการดำเนินคดีเรื่ องความเสียหายของสมาชิกกลุ่ มคนพิการได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือตัวโจทก์ และทนายความจะต้องมีเงิ นสำรองเพื่อใช้จ่ายหากศาลมีคำสั่ งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม เบื้องต้นทางโจทก์และทนายความมี หน้าที่ที่ต้องวางเงินค่าใช้จ่ ายแก่ศาล เพื่อประกาศโฆษณาที่ทั้งทางหนั งสือพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
การดำเนินคดีแบบกลุ่ม เป็นการดำเนินคดีตามพระราชบัญญั ติประมวลกฎหมายคดีพิ จารณาความแพ่ง ที่แก้ไขใหม่เมื่อปี 2558 เดิมทีหากใครจะฟ้องร้องก็นับเป็ นเรื่องเฉพาะตัว เช่น หากนาย ก. โดนรังแก นาย ก.ก็มีสิทธิจะยื่นฟ้องดำเนินคดี คนที่รังแกเขา แต่กฎหมายฉบับนี้ซึ่งแก้ไขใหม่ เอื้อให้ประชาชนที่ได้รั บความเดือดร้อนเป็นกลุ่ม จำนวนมาก มีผลกระทบแพร่หลายไปยังบุ คคลหลายคน เช่น โรงงานสร้างความเสียหายปล่อยน้ำ เสียกระทบต่อประชาชน หากจะให้ประชาชนแต่ละหลังคาเรื อนมาฟ้องร้อง ก็เป็นภาระแก่ประชาชน กฎหมายนี้จึงให้สิทธิคนเดียวฟ้ องไปก่อน เมื่อศาลไต่สวนว่า ความเสียหายนี่กระทบกระเทื อนในวงกว้าง ก็จะเป็นประโยชน์ครอบคลุมแก่ คนพิการอื่นๆ ที่เขาไม่ได้มาใช้สิทธิด้วย ซึ่งขณะนี้ ภาคเครือข่ายฯ ได้ดำเนินการล่ารายชื่อผู้ที่ ได้รับผลกระทบเพื่อร่วมฟ้ องในคดีดังกล่าว (อ่านที่นี่)
เขากล่าว่า ในวันที่ 17 ก.พ.จะนำเสนอข้อมูลสิทธิขั้นพื้ นฐานของประชาชน และคนพิการในการเข้าถึงระบบขนส่ งมวลชนสาธารณะ รวมถึงแสดงให้ศาลเห็นว่า หากเทียบไทยและต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง สิทธิของคนพิการที่นั่นพั ฒนาไปถึงไหน และใช้เวลากี่ปี
นอกจากนี้ ยังจะชี้ให้เห็นถึงความจำเป็น และสิ่งที่ฝ่ายรัฐหรือ กทม.ไม่ได้ใส่ใจ ขวนขวาย ไม่ใช้อำนาจในการดำเนินการนับตั้ งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเคลื่ อนไหวค่อนข้างเข้มข้น หากดูตั้งแต่ปี 2535-2560 แล้ว ก็นับว่าเป็นเวลาการต่อสู้ที่ ยาวนานมาก
สนธิพงศ์กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ ศาล ก็มองอย่างสุจริตว่า การเลื่อนเวลา น่าจะเปนเพราะเขามองเห็นเป็นเรื่ องสาธารณะและคำนึงถึงประโยชน์ ของคนพิการ และเพื่อทำให้การดำเนินกระบวนพิ จารณาได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว และมีการพูดคุย เพื่อให้อีกฝ่ายได้หาทางออกที่ ดีด้วย
แสดงความคิดเห็น