Posted: 24 Sep 2017 07:26 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

เมื่อบริหารประเทศมาระยะเวลาหนึ่ง รัฐบาลมีแนวโน้มเสื่อมความนิยมจากประชาชน บางรัฐบาลใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ความเสื่อมก็มาเยือนอย่างรวดเร็ว บางรัฐบาลก็ใช้เวลายาวนาน กว่าความเสื่อมจะเกิดขึ้น แต่ในท้ายที่สุดก็หลีกหนีไม่พ้นสัจธรรมประการนี้ไปได้ กล่าวได้ว่า “พลานุภาพของความเสื่อม” เกิดขึ้นและแพร่ขยายอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่า “พลานุภาพของความศรัทธา”

ความเสื่อมคืบคลานเข้ามาสู่รัฐบาลอย่างช้าๆแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีลักษณะของการสะสมทับถมไปเรื่อย ๆ ดุจตะกอนของน้ำ เมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น ในระยะแรกอาจยังมองไม่เห็นหรือตระหนักถึงอาการแห่งความเสื่อมนั้น หรืออาจจะเห็นความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็พยายามปลอบใจตนเองว่านั่นยังไม่ใช่ลักษณะของความเสื่อม เมื่อถึงจุดหนึ่งความเสื่อมก็แพร่ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง จนสุดจะเยียวยาได้

อะไรคืออาการอันบ่งบอกถึงความเสื่อมของรัฐบาล เราสังเกตได้ไม่ยากนัก หากเฝ้ามองมันอย่างพิเคราะห์

อย่างแรกคือ เสียงแห่งความชื่นชมและการแสดงออกถึงการสนับสนุนค่อย ๆ เงียบลงตามลำดับ โดยเฉพาะจากกลุ่มชั้นนำทางปัญญา ชนชั้นกลาง และสื่อมวลชน แต่ด้วยเหตุที่ความชื่นชมในกลุ่มเครือข่ายใกล้ชิดของรัฐบาลยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จึงทำให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจติดอยู่ในกับดักของมายาคติแห่งความชื่นชมดังกล่าว และไม่ตระหนักรู้ถึง “ความเงียบของเสียงชื่นชม” ของคนวงนอก

อย่างที่สอง เสียงแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ค่อย ๆ ดังขึ้น โดยส่วนมากเสียงนี้มักจะเริ่มต้นจากผู้ที่มีทัศนคติและความเชื่อไม่ตรงกับรัฐบาล ในช่วงแรกของการเป็นรัฐบาล เสียงจากฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลมักจะเป็นเสียงที่แผ่วเบาและไม่มีพลังมากนัก รัฐบาลและผู้สนับสนุนมักจะมองข้ามและไม่สนใจใยดีกับเสียงเหล่านั้น แต่เมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น เสียงแห่งการวิพากษ์วิจารณ์จะขยายตัวออกไป ผู้คนบางส่วนที่เคยสนับสนุนและเปล่งเสียงชื่นชม ก็เปลี่ยนท่าที และส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาแทน

หากรัฐบาลทำเป็นไม่ได้ยินและไม่ให้ความสำคัญกับเสียงวิจารณ์ของผู้ที่เคยสนับสนุน และยังบริหารประเทศเป็นแบบเดิม การวิพากษ์วิจารณ์ก็จะขยายตัวออกไปเป็นวงกว้าง และในบางกรณีก็จะก่อตัวเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกดดันรัฐบาลให้ปรับเปลี่ยนนโยบายหรือการตัดสินใจทางการเมือง

อย่างที่สาม มีเรื่องอื้อฉาวของบุคคลในรัฐบาลหรือคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลปรากฎเป็นข่าวในสื่อมวลชนมากขึ้น เราจะเห็นปริมาณของข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเรื่องราวของบุคคลในรัฐบาลตามหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์มีมากขึ้น ขณะที่ข่าวเชิงบวกค่อย ๆ เลือนหายไป

อย่างที่สี่ การแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบการชุมนุมประท้วงแบบย่อย ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความต่อเนื่อง เริ่มจากการประท้วงของกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนจากนโยบายหรือความไร้ความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาล เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการตัดสินใจทางการเมืองในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การชุมนุมของเกษตรกรเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตร หรือ การชุมนุมของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายอื่นๆของรัฐบาล จากนั้นการชุมนุมจะขยายวงออกไปทั้งในแง่กลุ่มคนที่เข้าร่วมและประเด็นของการชุมนุม

ในการชุมชุมทางการเมืองแต่ละครั้ง แม้บางกรณีดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แต่จะเป็นการสะสมพลังแห่งความไม่พอใจต่อรัฐบาลในภาพรวมให้ทวีความเข้มข้นมากขึ้น และเมื่อถึงจุดหนึ่ง หากรัฐบาลตัดสินใจหรือมีการกระทำทางการเมืองผิดพลาดซ้ำอีก ก็จะกลายเป็นเงื่อนไขเพียงพอให้ความเสื่อมของรัฐบาลพุ่งไปสู่ระดับสูงสุด และความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศก็สิ้นสุดลงไป

รัฐบาลไทยในอดีต เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แห่งความเสื่อม มักรับมือและจัดการกับความเสื่อมได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งนำไปสู่จุดจบอย่างขมขื่นแทบทุกครั้งไป นั่นคือจบไม่สวย ผู้นำรัฐบาลบางคนก็ถูกยึดทรัพย์ บางคนก็ไม่มีแผ่นดินอยู่ บางคนก็ติดคุก และบางคนก็ถูกตราหน้าว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความล้มเหลวในประวัติศาสตร์

อย่างรัฐบาลจอมพลถนอม ในช่วงปี 2516 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นจอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับการมองจากสังคมว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์ ขณะที่จอมพลประภาส จารุเสถียร คนใกล้ชิดที่มีอำนาจรองลงมา มีภาพลักษณ์ไม่ดีนัก แต่เมื่อใกล้ถึงจุดจบของรัฐบาล เรื่องราวเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลและบุคคลในเครือข่ายก็ปรากฎออกมาให้สาธารณะรับรู้กันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งที่นำไปสู่การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลในเวลาต่อมา จนทำให้รัฐบาลพบกับจุดจบและถูกสังคมตราเป็น “ทรราช” อย่างยาวนาน จนยากที่จะลบออกไปได้

เฉกเช่นเดียวกันรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2549 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเป็นรัฐบาลที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นอย่างไม่เคยมีมากก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่เพียงไม่นาน ความเสื่อมเกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ขาดความโปร่งใส มีการทุจริต และผลประโยชน์ทับซ้อน ครั้นเมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น รัฐบาลทักษิณไม่ตระหนักและยอมรับสภาพความเสื่อมของตนเอง จึงปล่อยปละละเลยไม่เข้าไปจัดการความเสื่อม จนความเสื่อมกัดกินเข้าไปจนถึงกระดูก และท้ายที่สุดก็พบกับจุดจบทางการเมืองอย่างน่าอนาถนัก

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในเวลานี้ก็เช่นเดียวกัน ความเสื่อมเกิดขึ้นและขยายตัวออกไปแล้ว แม้บางครั้งดูเหมือนรัฐบาลจะพอทราบอยู่บ้าง จากการที่พูดออกมาว่าเดี๋ยวนี้เมื่อเปิดขึ้นไปดูสื่อมวลชน พบว่ามีคนวิจารณ์ตนเองประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังสนับสนุน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเสียงสนับสนุนลดลงไปอย่างมาก

ถึงแม้ว่าเราเห็นสัญญาณถึงการยอมรับการดำรงอยู่ของความเสื่อม แต่การจัดการความเสื่อมของรัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจนนัก การวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความเสื่อมให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ อย่าคิดแบบหยาบ ๆ เพียงแต่ว่าคนไทยเบื่อง่าย เพราะนั่นเป็นการโทษปัจจัยภายนอก ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลในทางบวกเชิงการแก้ไขแต่อย่างใด หากแต่เป็นการจัดการเชิงการปกป้องตนเอง ซึ่งรังแต่จะสร้างความเสียหายที่รุนแรงตามมาภายหลัง

หากศึกษาบทเรียนในอดีตอย่างรอบด้าน ก็จะพบว่าความเสื่อมของรัฐบาลมักเริ่มขึ้นจากการทุจริตของคนใกล้ชิด ญาติ มิตร พวกพ้อง และบริวาร ขณะเดียวกันผู้นำรัฐบาลมักจะมองไม่เห็นหรือไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นทุจริต หรือบางทีอาจเห็นอยู่บ้าง แต่กลับไม่กล้าเข้าไปดำเนินการแก้ไขในสิ่งผิด เพราะมีความผูกพันส่วนตัวกับตนเอง หรือไม่ก็เกรงใจ กลัวเป็นการทำลายน้ำใจของคนเหล่านั้น ดังนั้นแม้ว่าจะแสดงความขึงขังในการจัดการกับการทุจริตอยู่บ้าง ก็ดำเนินแต่กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง หรือคนที่มีสถานภาพและตำแหน่งไม่สูงนัก แต่การทำแบบนี้แทนที่จะก่อให้เกิดผลดี กลับยิ่งส่งผลเสียมากขึ้นไปอีก เพราะผู้คนเขาคิดว่าเป็นการทำแบบขอไปทีเป็นเพียงพิธีกรรม หรือ แบบสองมาตรฐานนั่นเอง

ส่วนการเรียกร้องหาหลักฐานการทุจริตจากผู้วิพากษ์วิจารณ์นั้นบ่งบอกถึงความอับจนปัญญาของผู้เรียกร้อง และยังตอกย้ำให้เห็นว่า สิ่งที่พูดเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตนั้น เป็นเพียงลมปากลอยๆ หาได้จริงจังแต่อย่างใด เพราะว่ารัฐบาลมีอำนาจ ทรัพยากรและกลไกอยู่ในมืออย่างมหาศาล หากไม่สามารถหาหลักฐานได้ด้วยตนเองแล้ว ย่อมเป็นการแสดงถึงความไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบประเทศได้อีกต่อไป

ส่วนสาเหตุความเสื่อมที่สำคัญอีกประการคือ ความไม่มีความสามารถเพียงพอในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจให้มีความเจริญควบคู่ไปกับการกระจายความมั่งคั่งได้ ในปัจจุบันเราเห็นแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของบางกลุ่มบางพวก แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ยังไม่ได้รับผลพวงของความเจริญนี้แต่อย่างใด ดังนั้นการทวนทวนแนวทางการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจเสียใหม่ เพื่อให้กระจายไปยังทุกกลุ่มทุกอาชีพอย่างเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาความเสื่อม

การจัดการความเสื่อมที่ดีคือ การจัดการเพื่อขจัดสาเหตุของความเสื่อมนั่นเอง หากรัฐบาลไม่มีความสามารถในการขจัดสาเหตุของความเสื่อมได้ ก็ย่อมทำให้ความเสื่อมยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ และหากปล่อยปละละเลย รัฐบาลก็อาจมีโอกาสได้เห็น “พลานุภาพของความเสื่อม” ว่าจะเป็นอย่างไรในไม่ช้า



ที่มา: คอลัมน์ปัญญาพลวัตร นสพ.ผู้จัดการออนไลน์

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.