เวียนมาบรรจบครบอีกวาระกับเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย '6ตุลาฯ19' ประวัติศาสตร์ที่มักถูกทำให้ลืม


ในวาระ 41 ปี เหตุการณ์การเมืองสมัยใหม่ที่มีความสำคัญอย่าง 6 ตุลาฯ19 ได้มีการเปิดตัวเว็บไซต์ “บันทึก 6 ตุลา” เพื่อที่ย้ำเตือนประวัติศาสตร์ความโหดร้ายและทารุณของฝ่ายขวาไทยที่รัฐเปิดทางให้และสร้างความชอบธรรมให้ประชาชนอนุรักษ์นิยม เข้ามาสังหารนักศึกษาและประชาชนที่ประท้วงการเดินทางกลับมาของอดีตผู้นำเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร

41 ปี ผ่านมาเมื่อวัยหนุ่มสาวแห่งไฟหวังในตอนนั้น ตอนนี้เข้าสู่วัยเกษียณกันแล้ว ล่าสุดวงการประชาธิปไตยได้สูญเสียนักวิชาการประวัติศาสตร์อย่าง รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เพิ่งจากไปอย่างสงบ การต่อสู้ตั้งแต่สมัยนักศึกษาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อนักต่อสู้ก้าวไปสู่วัยเกษียณ แล้วการต่อสู้ในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

ย้อนมอง 6 ตุลาฯ19 เมื่อโลกกลับมา "หันขวา"อีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวีพูดคุยกับ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และอดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์ผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 กฤษฎางค์เล่าว่าอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 4-6 ตุลาคม 2519 เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้พยายามหลบหนีออกนอกมหาวิทยาลัย ในขณะนั้นที่ไม่ตัดสินใจ "เข้าป่า" เพื่อต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะว่าขบวนการนักศึกษานั้นมีทั้งกลุ่มนิยมแนวคิดสังคมนิยม และเสรีนิยมแต่ทุกคนพร้อมเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่เผด็จการที่ปกครองประเทศมายาวนาน รวมไปถึงเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกดขี่ทั้งชาวนาและกรรมกร แต่โดยส่วนตัวกฤษฎางค์ยังเชื่อว่าแนวคิดเสรีนิยมมีความเหมาะสมกับตนเองมากกว่า

เมื่อถามว่าเราควรจดจำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างไร กฤษฎางค์ตอบว่าอยากให้จดจำ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการก่ออาชญากรรมและความรุนแรงแห่งรัฐ นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์แห่งความรุนแรง และเรื่องที่สองคืออยากให้จดจำว่าใครเป็นผู้ก่ออาชญากรรมดังกล่าวให้เป็นบทเรียน เมื่ออำนาจอนุรักษ์นิยมมองว่าพลังก้าวหน้าในขณะนั้นคือนักศึกษาเป็นภัยคุกคามอำนาจ จึงเกิดการร่วมมือกันเพื่อทำลายพลังดังกล่าวด้วยการใช้ความรุนแรง ทั้งกองทัพ กอ.รมน. ลูกเสือชาวบ้าน และนวพล ซึ่งท้ายที่สุดก็ไปแตกกันเองในภายหลัง

มองมายังปัจจุบันเมื่อต้องมาเป็นทนายความให้กับกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยในยุคคสช. กฤษฎางค์กล่าวว่ามักจะสอนเสมอว่าเนื้อแท้แล้วฝ่ายอำนาจนิยมนั้นมีความโหดร้าย เพียงแต่เงื่อนไขบางประการจึงต้องสร้างภาพเสมือนเป็น "คนดี" ซึ่งสิ่งที่คนรุ่นตุลาฯสร้างไว้ก็มีอิทธิพลทางความคิดส่วนหนึ่ง ที่เหลือคือความคิดความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ จะไม่พยายามเข้าครอบงำปล่อยให้ทางคนรุ่นใหม่ได้เคลื่อนไหวและเรียนรู้แม้บางเรื่องอาจจะไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็จะขอให้ความสนับสนุนในสิ่งที่ช่วยเหลือด้วยเช่นการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเป็นต้น

กฤษฎางค์มองทบทวนในวาระ 41 ปี เหตุการณ์6ตุลาฯว่า จนถึงปัจจุบันอายุก็ไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้นักศึกษาในวันนั้นหลายคนจะเข้าสู่วัยเกษียณแล้วในวันนี้ และถ้าหากมองไปยัง 20ปีข้างหน้ากฤษฎางค์เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วมากไม่มีใครหนีพ้นการเปลี่ยนแปลงได้ เหมือนกับยุคที่จากเทปคาสเซตต์เป็นซีดีอาจจะใช้เวลานาน แต่จากซีดีไปสู่ MP3 มันรวดเร็วมาก ประวัติศาสตร์จะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ

กับคำถามสุดท้ายที่ว่าปรากฏการณ์ตอนนี้คือโลกหันไปขวามากขึ้น เหมือนยุคที่กฤษฎางค์เป็นนักศึกษาสมัยสงครามเย็น เขากล่าวว่าในปัจจุบันชาติมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ จีน และรัสเซียก็มีแนวโน้มที่จะเป็นขวามากขึ้น เหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดการปะทะกับกลุ่มที่ถูกกดขี่ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงและโต้ตอบมาในรูปแบบการก่อการร้าย แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วระบอบอำนาจนิยมจะอยู่ไม่ได้และปรับสมดุลกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

source ;- https://news.voicetv.co.th/thailand/529162.html

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.