Posted: 28 Jan 2018 07:14 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

นิธิ เอียวศรีวงศ์


ข่าวในสื่อทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์บอกว่า คุณบัณฑูร ล่ำซำ ได้พูดในงานเปิดสาขาธนาคารกสิกรไทยในประเทศจีนว่า “การเลือกตั้งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อยากเห็น…รัฐบาลมาพร้อมด้วยความตั้งใจและความรู้ที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศไทย” ไม่ใช่เพียงมีอำนาจเพื่อเสวยอำนาจอย่างที่ผ่านมา

ผมไม่ทราบว่าเขาตั้งใจจะพูดกระทบนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารหรือไม่อย่างไร แต่ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหลายคนทีเดียว นับตั้งแต่ คุณชาติชาย ชุณหะวัณ, คุณชวน หลีกภัย, คุณทักษิณ ชินวัตร ล้วนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศไทย แต่แก้ได้หรือไม่ได้ แก้แล้วดีหรือไม่ดีคงเถียงกันได้ เพราะสิ่งที่คุณบัณฑูรเรียกว่า “ความรู้” นั้น ไม่ใช่สูตรตายตัวที่ลอยลงมาจากฟ้า หากเป็นความเห็นที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลของแต่ละบุคคลเท่านั้น

ข่าวในสื่อทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์บอกว่า คุณบัณฑูร ล่ำซำ ได้พูดในงานเปิดสาขาธนาคารกสิกรไทยในประเทศจีนว่า “การเลือกตั้งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อยากเห็น…รัฐบาลมาพร้อมด้วยความตั้งใจและความรู้ที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศไทย” ไม่ใช่เพียงมีอำนาจเพื่อเสวยอำนาจอย่างที่ผ่านมา

ผมไม่ทราบว่าเขาตั้งใจจะพูดกระทบนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารหรือไม่อย่างไร แต่ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหลายคนทีเดียว นับตั้งแต่ คุณชาติชาย ชุณหะวัณ, คุณชวน หลีกภัย, คุณทักษิณ ชินวัตร ล้วนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศไทย แต่แก้ได้หรือไม่ได้ แก้แล้วดีหรือไม่ดีคงเถียงกันได้ เพราะสิ่งที่คุณบัณฑูรเรียกว่า “ความรู้” นั้น ไม่ใช่สูตรตายตัวที่ลอยลงมาจากฟ้า หากเป็นความเห็นที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลของแต่ละบุคคลเท่านั้น

แต่ความชอบธรรมของพระเพทราชาก็ไม่ได้อยู่ที่เอาชนะด้วยกำลัง เท่ากับการสร้างบทบาทของผู้พิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งเหล่าเถรานุเถระเห็นว่ากำลังถูกคุกคามจากคาทอลิกของฝรั่งเศส และคงเป็นที่ถูกใจชาวบ้าน

เหตุใดสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในต้นรัชกาลที่ 5 จึงไม่แย่งราชสมบัติ สถาปนาราชวงศ์ใหม่ของตนเองขึ้น ทั้งๆ ที่มีอำนาจควบคุมกิจการแทบจะทุกอย่างในราชอาณาจักรอยู่แล้ว

นักประวัติศาสตร์มีคำตอบหลายอย่างเช่นท่านมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี หรือท่านมีอำนาจเท่ากษัตริย์อยู่แล้ว จึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะแย่งราชสมบัติ แต่ผมอยากตอบว่ากำลังและความชอบธรรมที่ท่านมีอยู่ ไม่พอที่จะทำให้ท่านแย่งราชสมบัติได้ เช่น ท่านเองก็มีศัตรูในหมู่ชนชั้นนำอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน หากแย่งราชสมบัติก็จะทำให้ศัตรูรวมตัวกันได้ง่าย สมเด็จเจ้าพระยาฯ รู้สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศดี ท่านคงรู้อยู่แล้วว่ามหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษไม่สนับสนุนให้ท่านแย่งราชสมบัติแน่ เพราะอังกฤษสนับสนุนฝ่ายวังหลวงเต็มที่ (ด้วยเหตุใดก็ตาม)

กำลังเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้ใครได้อำนาจ ต้องมีความชอบธรรมซึ่งคนอื่นๆ ยอมรับด้วยเสมอ แน่นอนว่าความชอบธรรมในทัศนะของสังคมหนึ่งๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง

ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เคยมีมาในเมืองไทยเลยจนเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว

ใครจะว่าการเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรม หรือเต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อโกงอย่างไรก็ตาม แต่ก่อน พ.ศ.2501 การเลือกตั้งของไทยก็ให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมืองอย่างขาดไม่ได้สืบเนื่องกันมาถึง 25 ปี แม้หลังจากนั้นจะมีการยึดอำนาจของกองทัพ และยับยั้งการเลือกตั้งต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี แต่หลัง 14 ตุลา การเลือกตั้งก็กลับมาเป็นแกนหลักของความชอบธรรมทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง กองทัพต้องใช้วิธีอื่นๆ เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองร่วมไปกับยอมรับการเลือกตั้ง เช่น กำหนดให้มีวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจมาก แต่มาจากการแต่งตั้ง หรือกดดันพรรคการเมืองให้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีของกองทัพ

แม้แต่เมื่อทำรัฐประหารยึดอำนาจ ก็ต้องสัญญาว่าจะกลับสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว ดังเช่นการยึดอำนาจของ รสช. ใน 2534 และ คมช. ใน 2549

แม้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นที่มาของความชอบธรรมทางอำนาจเพียงแหล่งเดียว แต่สถานะของการเลือกตั้งกลับมีความสำคัญในฐานะที่มาของความชอบธรรมเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

น่าสังเกตว่าในระยะกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนในการทำลายอำนาจซึ่งมีฐานความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ต้องลงทุนสูงมากขึ้นทุกที จำเป็นต้องใช้องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ, องค์กรตามรัฐธรรมนูญ, การบิดเบือนกฎหมาย, การก่อจลาจลเป็นเวลานาน จนเศรษฐกิจชะงักงัน, ความรุนแรงที่ออกไปทางป่าเถื่อนด้วยการสังหารหมู่กลางถนน, ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

ชนชั้นนำไทยจะยอมจ่ายด้วยต้นทุนที่สูงขนาดนี้ทำไม ถ้าการเลือกตั้ง “ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ” (และต้นทุนนี้พวกเขาไม่ได้เป็นผู้จ่ายฝ่ายเดียว คนอื่นก็ต้องร่วมจ่ายไปด้วย)

ตรงกันข้ามกับที่เฮียแกพูดด้วยซ้ำ คิดถึงปัจจุบันและอนาคตให้ดี การเลือกตั้งจะเป็นที่มาของความชอบธรรมที่สูงเด่นเสียจน ไม่มีความชอบธรรมจากแหล่งอื่นทัดทานถ่วงดุลได้ ลองคิดดูเถิดครับ หากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในวันหน้าทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง (รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หมายถึงฉบับปัจจุบัน) ศาลรัฐธรรมนูญจะยังเหลือความชอบธรรมพอที่จะระงับยับยั้งนายกฯ คนนั้นได้อยู่อีกหรือ
ที่น่าห่วงก็คือการเลือกตั้งจะเป็นประเด็นสำคัญเกินไปต่างหาก


ที่มา: www.matichonweekly.com

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.