ไอลอว์จับตา นายกฯ เริ่มใช้ ม. 44 แบบครอบจักรวาล หลังล่าสุดสั่งยุบ กก.การศึกษาจังหวัด
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ชี้มาตรา 44 ถูกใช้อย่างกระจัดกระจาย และบางกรณีน่าสังเกตว่าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการสั่งยุบกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ขณะที่โฆษกรัฐบาลระบุ ยอมรับฟังข้อสังเกต แต่ประเด็นปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและควรเริ่มทำแต่เนิ่นๆ คาดไม่กระทบแนวทางปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับท้องถิ่น แต่ไม่การันตีว่าจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้หรือไม่
ผู้จัดการไอลอว์ตั้งข้อสังเกตว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 ออกคำสั่งแล้ว 59 ครั้ง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจหลากหลายประเด็นมาก ทั้งใช้ในการโยกย้ายข้าราชการ จัดระเบียบทางสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง และบางกรณีก็จัดหมวดหมู่ไม่ได้ เช่น การจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน”, คุ้มครองผู้ดำเนินการจัดการข้าวให้ไม่ต้องรับผิดในโครงการจำนำข้าว, ถอดยศตำรวจของทักษิณ ชินวัตร, สั่งให้ยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวนของตำรวจ เป็นต้น
“ที่น่าสนใจคือใช้มาตรา 44 เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กำหนดหน้าที่ของตำแหน่งต่างๆ และหน่วยงานต่างๆ หลายครั้ง เช่น ล่าสุดกรณีการยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา”
ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 44 ถูกใช้ในกรณีไม่เร่งด่วนมากขึ้นว่า เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังไว้ แต่กรณีการใช้มาตรา 44 สั่งยุบคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด และตั้งคณะกรรมการฯ 2 ชุด เพื่อดูแลด้านการบริหารบุคลากร และการบริหารการศึกษานั้น แม้จะมีข้อวิจารณ์ว่าเป็นประเด็นที่ไม่เร่งด่วน แต่เรื่องดังกล่าวมาจากการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเห็นร่วมกันว่าปัญหาการศึกษาไทยนั้นเกิดจากขาดการบูรณาการ และไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น จึงไม่ควรปล่อยให้เนิ่นนานเกินไป โดยคิดว่าควรเริ่มต้นที่ขั้นแรกในการใช้มาตรา 44 แต่คาดว่า จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามมาอีก
ทั้งนี้ โฆษกรัฐบาลระบุว่า สิ่งที่สำคัญในคำสั่งตามมาตรา 44 ล่าสุดนี้ เป็นการจัดช่วงชั้นในการบังคับบัญชา เพื่อให้เกิดการบริหารอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และเท่าที่รับฟังเสียงตอบรับจากบุคลากรในแวดวงการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วย และเชื่อว่าจะสอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการศึกษา ที่เน้นการพัฒนาให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาและการสร้างงานในท้องถิ่น แต่ในส่วนของปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น วิ่งเต้นตำแหน่งตามโครงสร้างที่เคยเป็นอยู่เดิมนั้น ไม่อาจการันตีได้ว่าจะแก้ปัญหาส่วนนี้มากน้อยเพียงใด

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.