อานันท์ ปันยารชุน ไม่หวังเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นภายในช่วงอายุของตนเอง

อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน กล่าวในการปาฐกถาประจำปี ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) ที่ ร.ร.อินเตอร์คอนติเนนตัล วานนี้ว่า เขาไม่คาดหวังจะได้เห็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นในไทยในช่วงอายุของเขา โดยยอมรับว่าจะต้องให้เวลากับกระบวนการประชาธิปไตย ชี้รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ทุกประการ

การปาฐกถาจัดขึ้นในหัวข้อ "ธรรมาภิบาลที่เป็นประชาธิปไตย: การต่อสู้เพื่อ...ภาวะปกติครั้งใหม่ของไทย” (Democratic Governance: Striving for Thailand's New Normal) โดยนายอานันท์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกในช่วง 2 มี.ค.2534- 22 มี.ค.2535 ภายหลังการรัฐประหารนำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร และสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2535 ตามการเสนอชื่อของนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในช่วงดังกล่าว ได้ระบุในระหว่างตอบคำถามของสื่อมวลชนว่า แม้รัฐบาลของเขาจะจัดตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ทำให้รัฐบาลของเขาแตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารอื่น ๆ ก็คือการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากประชาชน
"ผมไม่ต้องการเปรียบเทียบกับรัฐบาลตัวเองกับรัฐบาลอื่น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้ได้ ไม่ว่าคุณจะทำงานในฐานะผู้บริหารบรรษัท หรือผู้บริหารประเทศ " นายอานันท์กล่าวด้วยว่าไม่ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยหรือรัฐบาลที่มาโดยแนวทางอื่น ล้วนต้องผ่านความท้าทายในการสร้างความเห็นพ้องจากคนในสังคมทั้งสิ้น

นายอานันท์กล่าวด้วยว่า การจะผ่านวิกฤตไปได้นั้นต้องอาศัยความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ถูกต้อง และการแก้ปัญหาทางการเมืองไม่สามารถเกิดได้ในภาวะหรือภายใต้จิตสำนึกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่คนมองทุกอย่างอย่างเป็นขาว-ดำอย่างสุดขั้ว แต่ควรมองปัจจัยต่าง ๆ ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

"ตอนที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลมีคนมาถามว่าผมไปทำทำไม ผมบอกว่าผมไม่ได้เห็นด้วยกับทหาร แต่ประเด็นคือพวกเขาอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และถ้าไม่มีพลเรือนเข้าร่วม เราจะเดินหน้าเข้าสู่ความหายนะแน่ ๆ" ทั้งนี้ เขาย้ำว่าเขาทำงานกับคณะรัฐประหาร แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของคณะรัฐประหาร

นายอานันท์ระบุในระหว่างกล่าวปาฐกถาว่า ภาวะ "new normal" หรือภาวะปกติครั้งใหม่ของไทยนั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีการกระจายตัว การเป็นสังคมที่เปิดกว้างมีเสรีภาพ การมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน มีนิติรัฐ และมีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐบาลกับประชาชนซึ่งหมายถึงการมีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาล

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.