กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งฟ้องนักล้วงข้อมูลไซเบอร์ชาวอิหร่าน
ชาวอิหร่าน 7 คนที่ถูกฟ้อง เจอข้อหาว่าแฮคหรือจู่โจมทางคอมพิวเตอร์กิจการการเงินสหรัฐเกือบ 50 แห่ง รวมทั้งระบบคอมพิวเตอร์ของเขื่อนบาว์แมนในรัฐนิวยอร์ค ทั้งนี้ การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2554 ถึง 2556 โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวยังเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างบริษัทหลายแห่งในอิหร่านด้วย นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังเชื่ออีกด้วยว่า คนเหล่านั้นทำงานให้กับรัฐบาลอิหร่าน โดยปฏิบัติการจากภายในประเทศ
สำนวนฟ้องระบุด้วยว่าแฮกเกอร์เหล่านั้น เป็นนักล้วงข้อมูลชั้นเซียน โดยครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ สั่งฟ้องกลุ่มบุคคลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือทำงานให้กับรัฐบาลต่างชาติในข้อหาจู่โจมระบบคอมพิวเตอร์ของโครงสร้างพื้นฐานอุตสหกรรมหลัก อาทิ การเงิน และทรัพยากรน้ำ นางลอเร็ตตา ลินช์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ชี้ว่าการโจมตีล้วงข้อมูลคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กระทบศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกของสหรัฐฯ โดยทั้งสองกรณี ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศด้วย และในสำนวนฟ้องระบุว่า นักล้วงข้อมูลเหล่านั้นอาจสั่งเปิดหรือปิดเขื่อนกั้นน้ำได้ตามอำเภอใจ อันจะเป็นภัยใหญ่หลวงต่อประเทศ นางลินช์บอกด้วยว่า การกระทำของบุคคลดังกล่าว สร้างความเสียหายต่อเหยื่อผู้ถูกกระทำ เป็นมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ โทษฐานสมรู้ร่วมคิดให้ความช่วยเหลือในการล้วงข้อมูล มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลอิหร่านคงไม่ให้ความร่วมมือส่งตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีในสหรัฐอย่างแน่นอน จนถึงขณะนี้ ผู้ต้องสงสัยเหล่านั้น ก็ยังไม่ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม นายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางหรือ FBI ของสหรัฐฯ ชี้ว่าถึงแม้จะไม่ได้ตัวคนร้ายมาดำเนินคดี แต่การฟ้องถือเป็นเรื่องสำคัญ เขากล่าวว่า “โลกมันแคบ แล้วพวกเราก็มีความจำดีเสียด้วย ไม่แน่นะ คนเราย่อมเดินทางไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือไปเรียนต่างประเทศ อย่างน้อยคนเหล่านั้น ก็ต้องหนาว ๆ ร้อน ๆ กันบ้าง”
ภาพประกอบ: ภาพแรก (ขวามือ) คือภาพนางลอเร็ดตา ลินช์ รมต. กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ



แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.