แนวทางของรัฐบาลทหารคือใช้รัฐราชการร่วมมือกับภาคธุรกิจ ในนาม "ประชารัฐ" เพื่อจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหวังนำไปสู่การก้่าวกระโดดใหญ่ทางทุนนิยม เพื่อให้คนเห็นว่าไม่ต้องเป็นประชาธิปไตย เผด็จการหรือครึ่งใบ ทำให้ประเทศเจริญกว่า ผมไม่ประมาทหรอกว่า เขาอาจทำสำเร็จก็ได้ แต่ ณ วันนี้ที่อยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อ ผลที่ออกมา มันก็คือ เศรษฐกิจ 2 นครา คนระดับล่างเดือดร้อน ไม่มีกำลังซื้อ สินค้าเกษตรราคาตก ส่งออกไม่ได้ อุตสาหกรรมต่างๆ แม้ไม่ถึงกับปลดคนงานอย่างมากมายแต่ก็ไม่ขยาย ไม่ลงทุน ไม่รับเพิ่ม คนตกงานจึงจะมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่คนชั้นกลาง แต่ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของคนระดับบนคนมั่งมี กลับไปโลด บริษัทในตลาดหุ้นกำไรสวนภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐีเปิดตึกใหม่ โครงการใหม่ สินค้าพรีเมียมไฮเอนด์ขายได้ขายดี
ปัญหาที่น่ามองในช่วงต่อไปนี้ เอาเข้าจริง การจับจ่ายใช้สอยที่ทำให้เงินสะพัด ก็คือกำลังซื้อคนชั้นกลาง ซึ่งไม่ใช่ปัจจัย 4 แต่เป็นพวกไลฟ์สไตล์ สินค้าบริการ ตั้งแต่ร้านอาหารไปถึงสินค้าสุขภาพ (ติดป้ายออร์แกนิคขายแพงได้ 2-3 เท่า) ถ้าเศรษฐกิจช่วงต่อไปมันก่อเกิดความไม่มั่นใจ กระทบกำลังซื้อคนชั้นกลาง ไม่ต้องกระทบมากหรอก เอาแค่งดไลฟ์สไตล์บางอย่าง (หันไปพอเพียง) มันก็อาจเป็นลูกโซ่ทันที ซึ่งต้องดูไปอีก 2-3 เดือนจนปลายปี สมมติเช่น หุ้นตกลงไปอีก เฟดขึ้นดอกเบี้ย เงินไหลออก ข้าวนาปีประดัง ฯลฯ อ๊ะอ๊ะ พูดงี้ไม่ได้ประมาทฝีมือ แต่บอกแล้วไง มันอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อเลยละ โดยปมสำคัญก็คือการผลักดันเศรษฐกิจโดยกลไกรัฐราชการ มันจะเข้าเป้าจริงไหม เช่นการจ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว เท่าที่ทราบก็ไปตามกลไกกำนันผู้ใหญ่บ้าน ให้ไปนับๆ เอาว่าใครจะเลิกปลูกมั่ง ซึ่งบางคนเขาเลิกเองก็มี เพราะราคาตกนี่หว่า แต่ก็ไม่ได้มีโครงการมีแผนรองรับอะไรนัก ตอนนี้แค่ผลักๆให้เลิกปลูกข้าวโดยชาวบ้านยังไม่รู้จะทำอะไรเลย จะให้เลิกปลูกข้าวไปปลูกมันเรอะ มันก็ราคาตกอีก

แสดงความคิดเห็น