Atukkit Sawangsuk

ขำๆ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเข้าชื่อกันเป็นพัน เรียกร้องให้เลือก ก.ต.จาก 3 ศาลๆละ 4 คนเท่ากัน และขอสิทธิเลือก ก.ต.ได้ทุกชั้นศาล รู้ไหมว่านี่เป็นเพราะรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ 2549 ไปลิดรอนตัดสิทธิเลือกตั้งของผู้พิพากษาที่เคยมีมาตั้งแต่ปี 2543 (กราฟฟิกผิดไปหน่อย 4-4-4 นั่นคือสัดส่วนที่เรียกร้อง)

เดิมทีตั้งแต่ปี 2521 ศาลมี ก.ต.12 คน 4 คนโดยตำแหน่ง 8 คนจากเลือกตั้ง โดย 4 คนในนั้นเป็นผู้พิพากษาเกษียณ 4 คนยังรับราชการ

หลังรัฐธรรมนูญ 2540 แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายศาลยุติธรรม 2543 ก็ให้มี ก.ต.15 คน 1 คนโดยตำแหน่ง คือประธานศาลฎีกา 2 คนเป็นคนนอกเลือกโดยวุฒิสภา (ขณะนั้นมาจากเลืือกตั้ง เพื่อให้ศาลยึดโยงประชาชน) อีก 12 คนมาจากแต่ละชั้นศาลๆ ละ 4 คน โดยผู้พิพากษาทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งข้ามชั้น เช่น ก.ต.ศาลฎีกา 4 คน ศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ก็ได้ลงคะแนนด้วย

นอกจากนั้น พ.ร.บ.ปี 2543 ยังให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นมาเป็นอธิบดี รองอธิบดี ศาลอาญา ศาลแพ่ง ศาลภาค บริหารกันเอง จากเดิมที่เอาผู้ใหญ่จากศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ลงไปนั่ง จำได้ว่าตอนนั้นฮือฮามาก ผมเคยสัมภาษณ์อธิบดีศาลอาญาที่เป็นผู้หญิง อายุแค่ 40 กว่า

แต่พอตุลาการมีบทบาท "ภิวัตน์" ตั้งแต่ช่วงจี้ กกต.ลาออก จนรัฐประหาร คนที่มีบทบาทสำคัญๆ อาทิเช่น จรัญ ภักดีธนากุล ก็เริ่มแสดงความเห็นแบบบ่นว่าการเลือกตั้งในศาลมีการหาเสียงแข่งขันกัน ทำให้ปั่นป่วนแตกแยก การให้ "เด็กๆ" มาเป็นอธิบดีบริหารกันเองก็ไม่เหมาะ รวมทั้งยังบ่นว่าศาลชั้นต้นตัดสินไม่ค่อยได้มาตรฐาน ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาต้องมาแก้

พอรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่าน ก็มีการแก้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายศาลยุติธรรมในสาระสำคัญ 3 ข้อคือ
1.แก้สัดส่วน ก.ต.เป็นศาลฎีกา 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน ศาลชั้นต้น 2 คน
2.ให้เลือกกันเองในแต่ละชั้นอีกต่างหาก ศาลชั้นต้น 3,849 คนไม่มีสิทธิเลือก ก.ต.ชั้นอุทธรณ์ ฎีกา ได้เลือกแค่ ก.ต.จากศาลชั้นต้น 2 คน
3.ให้ ก.ต.แต่งตั้งผู้พิพากษาจากศาลอทธรณ์ศาลฎีกามาเป็นอธิบดีรองอธิบดีศาลชั้นต้นได้ "ในกรณีที่เห็นสมควร" (แต่ก็ส่งลงมาหมดละ)
4.ข้อแถม อยู่ในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลมาตรา 306 ยืดอายุเกษียณผู้พิพากษาจาก 60 เป็น 70 โดยให้ทยอยเกษียณ ปีแรก 61 ปัถัดไป 62,63,64 คนที่เป็นประธานศาลฎีกาอยู่ก็ได้เป็น 2 ปี คนถัดมาๆๆ ก็ได้เป็น 2 ปีๆๆ พวกที่จ่อๆ จะเป็นอยู่แล้ว ก็รอไปอีก 2+2+2... ปี (ข้อนี้เพิ่งมาแก้ให้เกษียณแค่ 65 ปี)

นอกจากนี้ยังมีข้อห้าม ก.ต.หาเสียง ถือว่าผิดจริยธรรม

ในภาพรวม มันคือความไม่ไว้วางใจคนรุ่นหลัง ของพวกผู้พิพากษาผู้ใหญ่ที่มีส่วนร่วมในรัฐประหาร 49 กลัวผู้พิพากษารุ่นหลังไม่เก่งไม่เชี่ยวชาญ กลัวหาเสียง กลัวแหกคอกไม่อยู่ในจารีต กลัวศีลธรรมจริยธรรมไม่เข้มข้น ฯลฯ จึงสกัดกั้นการเติบโต เอาคนรุ่นเก่ามาตรึงตำแหน่งสูงไว้ ส่งผู้ใหญ่ลงไปบริหาร รวมทั้งลดอำนาจเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ไปแก้ไขอะไรในส่วนนี้ แต่แก้ประเด็นที่แย่กว่า คือ ก.ต.คนนอก 2 คนที่เลือกมาจากวุฒิสภาตามหลักยึดโยงประชาชน ก็แก้ให้มาจากผู้พิพากษาทั้งหมดเลือก แปลว่าจะไม่มีคนนอกเข้ามาตรวจสอบอำนาจตุลาการอีกต่อไป (ข้อนี้ไม่ยักมีผู้พิพากษาคัดค้าน)

การที่ผู้พิพากษานับพันคนลุกขึ้นมาเข้าชื่อ จะส่งผลอะไร ในระยะสั้นคงสนุก เพราะ ก.ต.ยืนยันร่างกฎหมายเสร็จแล้วไม่แก้ไข เดี๋ยวส่ง ครม.ต่อไปก็ส่ง สนช. ผู้พิพากษาที่ค้านก็ต้องไปเรียกร้องกับ ครม.สนช.เอา ซึ่งคงจะทำให้ ครม.สนช.กระอักกระอ่วนพิลึก ที่จะต้องเลือกข้าง

ในระยะยาว นี่จะเขย่า "ศาลศักดิ์สิทธิ์" แม้เชืิื่อว่าผู้พิพากษาเป็นพันที่ลงชื่อคงไม่ใช่ลิเบอรัลอะไรนักหนา แต่ก็คงอึดอัดน่าดูจนลุกขึ้นมาทวงสิทธิ "หนึ่งคนหนึ่งเสียง" ผนวกกับกรณีศิริชัยไม่ได้เป็นประธานศาลฎีกา พลิกประเพณีอาวุโส เพราะโดนกล่าวหาว่าสั่งโอนสำนวนแทรกแซงความเป็นอิสระ ก็น่าเชื่อว่านับจากนี้ไป "ศาลศักดิ์สิทธิ์" จะมีแรงกระเพื่อมภายในต่อเนื่อง

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.