Pinkaew Laungaramsri


ทำไมคนที่มีอำนาจ หรือพวกที่ร่ำรวยล้นฟ้า จึงมักชื่นชอบการล่าสัตว์ใหญ่เพื่อความบันเทิง? และประเทศอื่นๆ เขาจัดการกับวัฒนธรรมการล่าของพวกเศรษฐีเหล่านี้อย่างไร คำถามนี้ ถูกถามไม่เฉพาะในไทย แต่เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันมานานในโลกตะวันตก

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนี้ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การล่าสัตว์ป่า “เพื่อความบันเทิง” ในอดีตนั้นเคยเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็น “ปกติ”ในหมู่ชนชั้นนำในโลกตะวันตก Theodore Roosevelt ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ก็เป็นหนึ่งในนักล่าสัตว์ป่าตัวยง ที่ถึงกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์การล่าสัตว์อันน่าภาคภูมิใจของเขาในอัฟริกา ใน “African Game Trails: An Account of the African Wanderings of an American Hunter-Naturalist” (1910)

และไม่ใช่ทุกประเทศที่มีกฎหมายห้ามล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มงวด หลายประเทศในอัฟริกา เปิดให้มีการล่าสัตว์ได้ในเขตที่รัฐอนุญาต เศรษฐีฝรั่งจึงมักใช้เวลาว่าง ไปไล่ยิงสัตว์ในเขตเหล่านี้ และบ่อยครั้ง ก็ใช้แทคติก เข้าไปในเขตหวงห้าม เพื่อล่าสัตว์ที่ตนเล็งไว้มาเป็นเวลานาน เศรษฐีอเมริกัน Walter Palmer ที่จ้างพรานนำทางไปล่าสิงโต ซึ่งนำไปสู่การสังหาร Cecil สิงโตขวัญใจของอุทยานแห่งชาติ Hwange ในซิมบับเว ตายอย่างทารุณไปเมื่อสามปีก่อน แม้จะไม่ได้เข้าไปในเขตหวงห้าม แต่ก็ทำให้สิงโตในเขตหวงห้ามต้องตายลง กลายเป็นกรณีที่คนทั่วโลกก่นประนามกันถ้วนหน้า แน่นอน Palmer พ้นผิด เพราะมีใบอนุญาตล่าสัตว์ถูกกฎหมาย และอ้างว่า พรานที่เขาจ้างเป็นคนจัดการทั้งหมด เขาอ้างว่าไม่รู้ว่าสิงโตที่เขายิงทิ้งนั้น คือ Cecil ซึ่งเป็นสัตว์ในอุทยาน และทั้งที่มันมีลักษณะเด่นต่างไปจากสิงโตตัวเองที่ใครๆก็รู้เพราะแผงขนรอบคอของมันเป็นสีดำ เขาอ้างว่ามันตามเหยื่อ (ที่พรานล่อ) ออกมานอกเขตเอง -- เหตุผลฟังดูคุ้นๆไหม

การล่าสัตว์ป่าในฐานะที่เป็น “การแสดงอันตื่นตาตื่นใจ” เป็นวัฒนธรรมทางชนชั้น ที่สืบทอดกันในหมู่ราชวงศ์ที่มีมานานหลายพันปี ในอาณาจักอัสซีเรียนในตะวันออกกลาง การล่าสัตว์เพื่อแสดง เป็นทั้งเพื่อความบันเทิงในหมู่ชนชั้นสูง และเพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจอันเกรียงไกรของกษัตริย์เหนือราชอาณาจักร (ทั้งโลกของมนุษย์และสัตว์) มโหรสพการล่า จะต้องมีกษัตริย์นั่งอยู่เป็นผู้ชม และการล่าที่ถือว่าเยี่ยมยอดนั้น สัตว์ที่ถูกล่า ต้องเป็นสัตว์ที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มนุษย์ถือว่าเป็นอันตราย หรือไม่ก็เป็นศัตรู หรือมักทำร้ายมนุษย์

นักสังคมวิทยา Linda Kalof เห็นว่า แม้ในปัจจุบัน การล่าสัตว์ใหญ่หายาก หรือล่ายาก เพื่อความบันเทิง หรือมักเรียกกันว่าสัตว์ถ้วยรางวัล (Trophy animals) ที่นิยมกันในหมู่ชายผิวขาวตะวันตก จะแตกต่างไปจากประเพณีการล่าสัตว์ในสมัยโบราณ แต่มันก็สะท้อนอุดมการณ์การแสดงความเหนือกว่าทางอำนาจของชนชั้นนำ ที่มีรากทางอุดมการณ์ไม่ได้ต่างกัน หัวของสัตว์ที่ประดับอยู่บนข้างฝาของบ้านเศรษฐีเหล่านี้ เป็นไปทั้งเพื่อการชื่นชมในหมู่เพื่อนฝูงร่วมชนชั้น และเพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์เศรษฐีเหล่านี้ เหนือสัตว์ที่ไม่เคยศิโรราบต่อมนุษย์

การล่าสัตว์ ยังสะท้อนความสืบเนื่องของลัทธิล่าอาณานิคม ที่ยังคงดำเนินต่อมาในยุคปัจจุบัน อัฟริกาจึงเป็นทวีปที่เป็นเป้าหมายที่เหล่าชายผิวขาวชั้นสูง ชอบที่จะพากันบินเข้าไปซื้อใบอนุญาตเพื่อที่จะล่าสัตว์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อัฟริกาใต้ ซิมบับเว บอสวานา แทนซาเนีย นามิเบีย แซมเบีย ฯลฯ ในทางกลับกัน ประเทศเหล่านี้ก็ใช้สัตว์เป็นช่องทางในการหารายได้เป็นกอบเป็นกำเข้าประเทศ Trophy hunting ทำให้บางประเทศสามารถหาเงินได้สูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในกรณีของ Walter Palmer เขาจ่ายเงินค่าใบอนุญาตสูงถึง 54,000 เหรียญสำหรับทริปเดียว เพียงเพื่อสังหาร Cecil รูปถ่ายที่บรรดาพรานชั้นสูงเหล่านี้ ถ่ายคู่กับสัตว์ที่พวกเขายิงได้ ณ จุดที่สัตว์ล้มลง อย่างภาคภูมิ จึงเป็นสัญญะทางชนชั้นที่สำคัญ ที่ไม่ได้แค่แสดงให้คนได้ชม ได้เห็นถึงความเหนือกว่าที่มนุษย์เหล่านี้มีเหนือสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางชนชั้นและสถานะ ที่คนธรรมดาสามัญไม่สามารถ และไม่มีปัญญาที่จะเข้าถึงอภิสิทธิ์นี้ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ บรรดาเหล่านักล่าสูงศักดิ์เหล่านี้ มักอ้างว่า เงินที่เขาจ่ายให้กับประเทศยากจนในการล่าสัตว์ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้ สามารถอนุรักษ์สัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง คงได้แก่ การที่แม้แต่ World Wide Fund For Nature (WWF)ยังออกมาอ้างว่า ในกรณีที่มีการควบคุมและจำกัดอย่างเข้มงวดเพื่อสงวนรักษาสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า trophy hunting สามารถช่วยให้การอนุรักษ์สัตว์นั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเท่ากับ WWF ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายที่มองการล่าสัตว์ในฐานะทรัพยากรเศรษฐกิจโดยปริยาย

พวกธุรกิจล่าสัตวเพื่อการท่องเที่ยวเหล่านี้มักยืนยันว่าการเปิดให้มีการล่าเชิงพาณิชย์นั้น ช่วยให้ชาวบ้านมีงานทำ ดังนั้นจึงช่วยลดการลักลอบล่าสัตว์ผิดกฎหมายโดยคนจนลงได้ ทั้งยังเป็นวิธีที่ช่วยให้สัตว์ที่ถูกคุกคามสามารถขยายพันธุ์อีกด้วย ในนามิเบีย ที่ซึ่งแรดดำ เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยที่ทั้งประเทศมีรวมกันเพียง 5,000 ตัว รัฐบาลนามิเบีย เปิดให้คนร่ำรวย สามารถซื้อใบอนุญาตเข้ามาล่าแรดหลังวัยผสมพันธุ์ได้จำนวน 5 ตัวต่อปี นัยว่าเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มขึ้นของประชากรของแรด ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าแรดแก่ตายลง ย่อมเพิ่มโอกาสในการผสมพันธุ์ให้กับแรดวัยหนุ่ม โดยรัฐอ้างว่า นโยบายที่ว่า เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทำให้ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งการอนุรักษ์

แต่ข้ออ้างประเภทนี้ ก็พบว่า โกหกทั้งเพ และถูกโต้แย้งอย่างหนักจากฝ่ายอนุรักษ์ (ที่ไม่ใช่ WWF :) เพราะสัตว์ที่บรรดานักล่าชื่นชอบที่จะล่ากันนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นสัตว์ป่าวัยฉกรรจ์ และโดยที่รัฐ ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ในหลายกรณี สัตว์พวกนี้มักเป็นจ่าฝูง ในกรณีของสิงโต การที่หัวหน้าฝูงถูกสังหารลง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การแทนที่ด้วยจ่าฝูงตัวใหม่ ย่อมหมายถึงการต่อสู้ระหว่างกันของคู่ต่อสู้ตัวอื่นๆ ที่นำมาสู่การบาดเจ็บล้มตาย และลูกๆที่เป็นสมาชิกของจ่าฝูงตัวเดิม ก็มักถูกสังหารโดยผู้นำตัวใหม่อีกด้วย นำไปสู่หายนะของประชากรสัตว์ มากกว่าการอนุรักษ์ ในกรณีของ Cecil โชคดีที่ผู้นำตัวใหม่ที่มาแทนที่คือ Jericho ผู้เป็นเพื่อนที่เป็นมิตรกันมานาน มันจึงช่วยปกป้องลูกๆของ Cecilให้พ้นจากการถูกฆ่าโดยสิงโตหนุ่มตัวอื่นๆไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม Jericho ซึ่งตายลงในเวลาต่อมา ก็ไม่สามารถช่วยลูกของ Cecilไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะลูกตัวหนึ่งของ Cecilก็ถูกสังหารโดย trophy hunting ในอีกสองปีต่อมา เพราะแม้ว่าสิงโตเหล่านี้ จะอยู่ในเขตอุทยานที่ห้ามล่า แต่ใครจะรับประกันได้ว่า พวกมันจะอยู่กันแต่ในเขตห้ามล่า และไม่โผล่หน้าไปในเขตเปิดที่อยู่ติดกัน ให้เศรษฐีไล่ล่า ข้ออ้างเรื่อง “การล่าแบบคัดสรร” เพื่อเพิ่มประชากรสัตว์ป่า จึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

คำถามสำคัญสำหรับชาวตะวันตกในดีเบทเรื่องล่าสัตว์ป่าที่มีมาตลอดทศวรรษ จึงได้แก่ เหตุใดจึงต้องยอมให้พวกคนร่ำรวยใช้ข้ออ้างเรื่องเงินและการอนุรักษ์กลวงๆ เพื่อเป็น license ในการสังหารสัตว์ป่าได้อย่างชอบธรรม ทั้งยังลดทอนสัตว์ให้กลายเป็นวัตถุที่เสริมสร้างอำนาจให้กับตัวเอง ในขณะที่ปากก็อวดอ้างการรักธรรมชาติ การอนุรักษ์ได้อย่างไม่ละอาย

ช่างเป็นคำถามที่ตรงใจมากจริงๆ

เก็บความจาก “Hunting Big Game: Why People Kill Animals for Fun”https://www.livescience.com/59229-why-hunt-for-sport.html


ข้อมูลโดย  -   Pinkaew Laungaramsri

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.