เทวทัต ศีลธรรมขาว-ดำ และไผ่ ดาวดิน
Posted: 17 Jan 2017 10:14 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
ภาพของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา ในวัยเยาว์
ทำไมเวลามีพระท้าทายอำนาจการตี
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระมาก ถ้าเราเชื่อว่าเทวทัตเคยมีตั วตนอยู่จริงในสมัยพุทธกาลเมื่ อเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว แต่ยังมีคนอ้างพฤติ กรรมของเขามาอธิ บายการกระทำของพระและนักการเมื องยุคปัจจุบันที่ท้ าทายอำนาจคณะสงฆ์ และอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่เรื่องที่ดูไร้สาระเช่นนั้น กลับดูเหมือนจะเวิร์ค หรือยัง “ทำงาน” ได้จริงในสังคมไทยปัจจุบัน
ทำไมเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรื่องราวของเทวทั ตอาจกล่าวได้ว่าเป็น “รูปแบบมาตรฐาน” ของ “ศีลธรรมแบบขาว-ดำ” และเป็นศีลธรรมขาว-ดำที่เชื่ อมโยงกับ “อำนาจ” อย่างซับซ้อน
แรกสุดเลยคือ “อำนาจอรรถาธิบาย” เราต้องเข้าใจว่าเรื่ องราวของเทวทัต ไม่ใช่เรื่องเล่าจากปากของเทวทั ต และไม่ใช่เรื่องราวที่บันทึกขึ้ นจากสาวกหรือผู้ที่ศรัทธาเลื่ อมใสในตัวเขา หากเป็นเรื่องเล่าจากฝ่ายตรงข้ าม หรือฝ่าย “ผู้ชนะ”
แกนหลักของปัญหาจริงๆ นั้น มาจาก “ความเห็นต่าง” ในเรื่องวัตรปฏิบัติของสังฆะ กล่าวคือ เริ่มจากเทวทัตเสนอต่อพุทธะว่า 1.ให้ภิกษุอยู่ป่าเป็นวัตร 2.ให้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร 3.ให้ครองผ้าบังสุกุล (ให้เอาผ้าที่ชาวบ้านทิ้งหรือผ้ าห่อศพมาทำจีวร) เป็นวัตร 4.ให้อยู่โคนไม้เป็นวัตร และ 5.ไม่ฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต ข้อเสนอดังกล่าวมีลักษณะเรียกร้ องให้บังคับพระภิกษุให้เคร่ งในวัตรปฏิบัติมากขึ้น แต่พุทธะไม่เห็นด้วยที่จะบังคั บตายตัวเช่นนั้น ควรปล่อยให้เป็นอิสระที่พระแต่ ละรูปจะเลือกเองมากกว่า
เมื่อข้อเสนอของตนถูกปฏิ เสธจากพุทธะ เทวทัตจึงชวนพระภิกษุที่เห็นด้ วยกับตนแยกกลุ่มออกไป (อาจอธิบายหยาบๆ ว่า “แยกนิกาย”) แต่การกระทำเช่นนั้นถูกตัดสิ นจากฝ่ายตรงข้ามว่า เทวัตทำ “สังฆเภท” คือทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็น “อนันตริยกรรม” หรือกรรมหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน
จากปัญหาความขัดแย้งทางความคิ ดและการแยกกลุ่มดังกล่าว ภาพลักษณ์ของเทวัตผ่านเรื่องเล่ าของฝ่ายตรงข้าม คือภาพเปรียบเทียบระหว่างพุ ทธะกับเทวทัตแบบ “ขาว” กับ “ดำ” พุทธะคือผู้บริสุทธิ์สะอาด สมบูรณ์แบบ ขณะที่เทวทัตคือผู้สกปรกโสมม ชั่วร้ายผิดมนุษย์ทั่วไป ไม่เพียงแต่เทวทัตจะทำชั่วร้ ายต่างๆ นานากับพุทธะในชาตินี้เท่านั้น เขายังเป็นศัตรูที่มุ่งทำสิ่ งเลวร้ายต่อพุทธะมาก่อนนับชาติ ไม่ถ้วน
แต่ถึงที่สุดแล้ว เทวทัตก็พ่ายแพ้ต่ออำนาจบารมี ของพุทธะ โดยในวาระสุดท้ายของชีวิ ตเขาสำนึกผิดและถูกธรณีสูบไปทุ กข์ทรมาณในนรกอเวจีชั่วกัปป์ชั่ วกัลป์ ทว่าเนื่องจากเขาสำนึกผิดและน้ อมจิตบูชาพุทธะ จึงมีอานิสงส์ให้ได้ตรัสรู้เป็ นพระปัจเจกพุทธะในอนาคตหลั งจากพ้นจากนรกอเวจีมาเกิดเป็ นมนุษย์
สิ่งที่คนชั่วบริสุทธิ์อย่ างเทวทัตได้รับคือ “ผลกรรม” อันเกิดจากการกระทำต่อผู้บริสุ ทธิ์ คือพุทธะ ซึ่งเป็น “มนุษย์สมบูรณ์แบบ” หรือ perfect man การได้รับผลกรรมโดยถูกธรณีสู บลงนรกอเวจีดังกล่าว นับเป็นการพ่ายแพ้ต่อ “พุทธานุภาพ” ในประวัติศาสตร์ยุคต่ อมาบอกเราว่า ชนชั้นปกครองในรัฐที่นับถือพุ ทธศาสนาได้เข้า “สวม” ภาพลักษณ์ของ perfect man ในฐานะสมมติเทพ พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าอยู่หัว
แน่นอน ศัตรูของผู้ปกครองเช่นนั้นย่ อมต้องได้รับผลกรรมเช่นเดียวกั บเทวทัต แต่ผลกรรมไม่ได้ถูกควบคุ มโดยกรรมแห่งกรรม และไม่เกี่ยวกับพุทธานุภาพ แต่ถูกควบคุมโดย “อำนาจ” ของชนชั้นปกครอง ขณะเดียวกันจินตานาการเกี่ยวกั บนรกขุมต่างๆ และวิธีการลงโทษสัตว์นรกแบบต่ างๆ ก็ถูกนำมาออกแบบคุกและออกแบบวิ ธีการลงโทษรุนแรงเพื่อให้ สาสมแก่กรรมชั่วที่ทำลงไป ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในพุ ทธศาสนายุคอโศกเป็นต้นมาเป็นอย่ างน้อย
แน่นอน ศัตรูของผู้ปกครองเช่นนั้นย่
โปรดสังเกตว่า ในรัฐพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์ นั้น คนที่สวมภาพลักษณ์ perfect man ของพุทธะ ไม่ได้เป็นนักบวชแบบพุทธะ แต่เป็นผู้ปกครองที่มี อำนาจบารมีและอำนาจกองกำลั งปกครองทั้งพระสงฆ์ เจ้าขุนมูลนาย ไพร่ ทาส ผู้ปกครองที่เป็น perfect man จึงมีทั้งอำนาจบารมีในฐานะผู้ ทรงคุณธรรมความดี โดยปราศจากระบบตรวจสอบ แต่อำนาจในการควบคุมกฎแห่ งกรรมให้เป็นจริงนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องคุ ณธรรมความดี หากเป็นเรื่องของการใช้อำนาจรั ฐที่ทำให้ผู้ไม่เชื่อฟัง หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐได้รั บผลกรรมชั่วอย่างสาสม
ทุกวันนี้วัฒนธรรมการมองดี ชั่วแบบขาว ดำ มองคนดีแบบ perfect man และมองคนเลวบริสุทธิ์แบบเทวทัต ก็ยังทำงานอยู่จริงในสังคมไทย ดังเห็นได้บ่อยๆ จากละครหลังข่าว ที่จงใจสอนความเชื่อเรื่องกฎแห่ งกรรมผ่านบทบาทของตัวละคนที่ดี เลวแบบขาว ดำ
ละครการเมืองผ่านเหตุการณ์รั ฐประหาร 2 ครั้ง จนปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน ฝ่ายผิดดูเหมือนจะถูกทำให้เป็ นเสมือนคน “เลวบริสุทธิ์” ไม่ต่างอะไรจากเทวทัต ทั้งๆ ที่แกนหลักของปัญหาคือ “ความเห็นต่าง” ข้อเสนอ ข้อเรียกร้องที่ต่างกัน แม้เหตุการณ์ปัจจุบันจะซับซ้ อนต่างจากเรื่องเทวทัตมาก จนไม่อาจเทียบกันได้อย่างสมเหตุ สมผล แต่ก็ดูเหมือนจะมีอำนาจเด็ ดขาดคอยกำหนด “กฎแห่งกรรม” ให้ฝ่ายผิดทำอะไรก็ผิด ฝ่ายถูกถึงทำผิดก็ยังถูก หรือสถาปนาพวกตนเองเป็นฝ่ายถู กจากการทำสิ่งที่ผิด เพื่อมาขจัดคนเลวและความชั่วร้ ายต่างๆ
คนอย่างไผ่ ดาวดิน ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเสรี ภาพและประชาธิปไตย ก็คือคนที่ถูกตัดสินจากทั ศนะทางศีลธรรมแบบขาว-ดำ เพราะความผิดของไผ่ไม่สามารถอธิ บายได้บนหลั กความเสมอภาคทางกฎหมาย หลักสิทธิ เสรีภาพ หรือแม้แต่ไม่ใช่ความผิดตามบทบั ญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้เป็ นความผิด (เช่น “การเย้ยหยันอำนาจรัฐ” ไม่มีกฎหมายระบุความผิดไว้เป็ นต้น)
สิ่งที่บ่งบอกอิทธิพลของศี ลธรรมแบบขาว-ดำ ก็คือ ปรากฏการณ์แบบไผ่ ไม่ได้ก่อความสะเทือนใจจากผู้ คนในสังคมมากนัก ซึ่งแสดงถึงทัศนะเชิงยอมรับหรื อยอมจำนนต่อ “กฎแห่งกรรมที่ถู กกำหนดโดยอำนาจรัฐ” ทำนองว่ากรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องก้มหน้ารับกรรม( โทษทัณฑ์จากรัฐ)ไป เรื่องของไผ่ซึ่งเป็นเรื่องต่ อสู้เพื่อส่วนรวมจึงถูกมองเป็น “กรรมส่วนตัว” ไป
ที่ว่ามาทั้งหมด อาจมีคนแย้งว่า “ไม่ตรงตามหลักพุทธศาสนา” ก็ไม่เป็นไร เพราะผมไม่ต้องการจะพูดให้ตรง และยากที่จะพิสูจน์ว่าพูดอย่ างไรถึงจะตรงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นี่คือการมองเรื่องราวเทวทั ตอีกมุมหนึ่ง ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของเทวทั ตเป็นวาทกรรมทางศีลธรรมแบบดี เลว ขาว ดำ มองคนดีแบบ perfect man และมองคนเลวแบบเลวบริสุทธิ์ที่ สมควรรับผลกรรมอย่างสาสม
แต่วาทกรรมดี เลว ขาว ดำ perfect man และคนเลวบริสุทธิ์กลับสัมพันธ์ กับ “อำนาจสีเทา” อย่างซับซ้อน และอำนาจสีเทานั่นเองที่เป็ นอำนาจควบคุมกฎแห่งกรรมให้เป็ นจริง ภายใต้สภาวะ paradox เช่นนี้กลับมีคนที่ลุกขึ้นมาต่ อสู้เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ ของตนเองและคนอื่น ปกป้องเสรีภาพ และประชาธิปไตยแบบไผ่ ดาวดิน คนแล้วคนเล่าที่ต้องกลายเป็น “ไก่ที่ถูกเชือดให้ลิงดู” เพื่อสร้างความหวาดกลัวในสังคม
แสดงความคิดเห็น