เพียง 1 สัปดาห์หลังการเริ่มทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความแปลกใจที่เกิดขึ้นแบบวันต่อวัน เช่นเดียวกับท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนักของคณะทำงานของ ‘ทรัมป์’ ชุดใหม่ ที่มาพร้อมกับวาทะกรรม ‘ความจริงทางเลือก’

นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกคนใหม่ของทำเนียบขาว ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกผู้สื่อข่าวถาม ในช่วงตอบคำถามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในทันที ถึงการทำงานในฐานะตัวแทนคณะฝ่ายบริหารชุดใหม่ว่า เขามีความมุ่งหวังที่จะทำหน้าที่จะพูดแต่ความจริงกับสาธารณะชนหรือไม่?
โฆษกทำเนียบขาวตอบยืนยันว่าเขาเชื่อว่าจะต้องซื่อสัตย์กับชาวอเมริกันด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นความจริงและไม่โกหก แม้บางครั้งอาจจะมีความคิดไม่ตรงกันเกี่ยวกับ 'ข้อเท็จจริง' ที่เกิดขึ้นบ้างก็ตาม

คำถามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ ออกมาแถลงด้วยท่าทีดุดัน และกล่าวโจมตีการรายงานของสื่อ ที่เขาอ้างว่ามีการรายงานจำนวนฝูงชนที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต่ำกว่าความเป็นจริง
โฆษกทำเนียบขาวยังแถลงด้วยว่า พิธีสาบานตนของ ประธานาธิบดีทรัมป์ มีผู้เข้าร่วมพิธี ผู้รับชมทั้งทางโทรทัศน์รวมทั้งชมทางสื่อออนไลน์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของการจัดพิธีสาบานตนเท่าที่เคยมีการจัดมา
เช่นเดียวกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาฟาดฟันกับสื่อตั้งแต่วันแรกของการทำงาน และบอกว่า กำลังทำสงครามกับสื่อ และสื่อมวลชนที่เป็นกลุ่มบุคคลที่ไร้เกียรติมากที่สุดบนโลก
นาย ทรัมป์ ยืนยันในข้อถกเถียงเกี่ยวกับการรายงานจำนวนคนที่ร่วมในพิธีสาบานตนของตัวเองว่า ระหว่างที่เขากล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตน มองออกไปเห็น ฝูงชนนับล้าน หรือน่าจะราวๆ หนึ่งล้านห้าแสนคนร่วมอยู่ในพิธี แต่สื่อมวลชนกลับนำเสนอภาพในมุมที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
หนึ่งในภาพที่สื่อนำเสนอ คือภาพจากเฟสบุคของหน่วยงานอุทยานแห่งชาติ ที่โพสต์ภาพมุมสูง บริเวณ National Mall ซึ่งใช้จัดพิธีสาบานตนในปี ค.ศ.2017 เปรียบเทียบกับในปี ค.ศ.2009 ในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่แสดงถึงปริมาณผู้คนที่ต่างกัน ก่อนที่เฟสบุ๊คของหน่วยงานดังกล่าวจะถูกปิดลงไปชั่วคราวหลังจากนั้น

นางเคลลี่แอน คอนเวย์ ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC หลังจากนั้นว่า ข้อแถลงของโฆษกทำเนียบขาวเกี่ยวกับจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนนั้นเป็นเพียงการให้ ‘ความจริงทางเลือก’ หรือ ‘alternative fact’ เท่านั้น

ขณะที่ล่าสุด นายสตีฟ แบนนอน หัวหน้าฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์ของทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์กับ นิวยอร์ก ไทม์ เมื่อวันพฤหัสบดี (26 ม.ค.) โจมตีการทำงานของสื่อมวลชนว่า สื่อควรจะมีความละอาย และขายหน้าบ้าง รวมทั้งควรจะหุบปากและหันไปรับฟังมากขึ้น นอกจากนี้ยังระบุว่าสื่อมักจะทำตัวเป็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่เข้าใจความเป็นไปในอเมริกา และก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมนายโดนัลด์ ทรัมป์ถึงได้เป็นประธานาธิบดี
ขณะที่ ไมเคิล แบรอน นักวิเคราะห์การเมืองจาก สถานบัน อเมริกัน เอนเตอร์ไพรส์ บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเตือนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับบรรดาสื่อมวลชน ที่เขาบอกว่า มีคนในวงการสื่อจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ คือบุคคลอันตรายและมีลักษณะเป็นเผด็จการ แต่เขาคิดว่านั่นเป็นความกังวลที่มากเกินไป
ด้านอาจารย์ แรลลี่ ซาบาโต จากมหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนีย บอกว่า หลังการได้เรียนรู้ระหว่างการหาเสียงที่ผ่านมา พบว่าไม่ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะพูดอะไร กลุ่มผู้สนับสนุนก็พร้อมจะเชื่อในทุกคำพูด อย่างไม่มีข้อสงสัย หรือแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นจริง พวกเขาก็ไม่ใส่ใจด้วยเช่นกัน
แต่ไม่ว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร การทำงานของสื่อมวลชนกับคณะทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ก็จะยังคงดำเนินต่อไป แม้ในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์แรกจะไม่ค่อยราบรื่นนักก็ตาม

 source :- read:http://www.voathai.com/a/trump-media-pt/3695070.html?ltflags=mailer

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.