Atukkit Sawangsuk

ตอกย้ำๆๆ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีน้ำหนัก เหตุผล จนทำให้กังขาว่า ตำรวจ อัยการ ศาลชั้นต้น ศาลฎีกา มองข้ามเหตุผลนี้ไปได้อย่างไร (อาจเป็นได้ว่าทนายในศาลชั้นต้นก็ไม่ยกเหตุผลนี้ขึ้นสู้) นั่นคือ ถนน 2 เลน เมื่อรถกระบะขับแซง จยย.ไปชนรถจักรยานที่ขี่สวนมา แม้บอกว่าชนตรงป้ายทะเบียนด้วย แต่โดย common sense รถก็ต้องมีรอยที่ด้านหน้าฝั่งขวา ขณะที่รถคุณครูมีรอยครูดด้านหน้าฝั่งซ้าย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าชนแบบนั้นคือ รถเห็นจักรยานระยะกระชั้นชิดแล้วหักหลบทางขวา (ผิดธรรมชาติ เพราะเท่ากับตัวเองจะตกถนน) คำให้การของพยานก็ไม่ได้บอกว่า รถหักขวา บอกแต่ว่ารถชนแล้วจอดดู แล้วก็ขับหนีไป

Sense ง่ายๆนี้ถูกมองข้าม จนไปถึงชั้นอุทธรณ์ ทั้งที่ถ้าเป็น CSI จำลองเหตุการณ์ก็ต้องฉุกคิด เพียงแต่ถ้าถามว่าตำรวจทุจริต กลั่นแกล้ง ฯลฯ หรือเปล่า ผมก็ว่ายังไม่ใช่ คือในมุมมองตำรวจ พอพยานบอกทะเบียน ไปตรวจรถ พบว่าอ้าวเฮ้ย รถมีรอยครูด แล้วคนซื้อรถต่อจากครู ก็ดันบอกว่ารอยใหม่ ไม่เคยเห็น ตำรวจก็ปักใจ แล้วอาจเป็นได้ว่าการที่คุณครูไม่ยอมให้ปากคำชั้นสอบสวน ยิ่งทำให้ตำรวจปักใจว่ามีพิรุธ

แต่ประเด็นนี้ก็ต้องพูดเช่นกันว่า กระบวนการยุติธรรมเรามีปัญหา ตรงที่ตำรวจ อัยการ มักไม่คิดให้ถี่ถ้วน สืบสวนทวนความให้แน่ใจว่า ตัวเองจับถูกคนหรือเปล่า พอมีพยานหลักฐานพอฟ้อง เห็นว่าส่งฟ้องได้ ก็ฟ้อง เอาความเชื่อ เอาการมองแบบตำรวจ แบบผู้กล่าวหา (อีนี่มีพิรุธ) โดยไม่สอบทาน พูดอีกอย่างคือ ตำรวจ อัยการ มักคิดว่าตัวเองเป็น "ผู้กล่าวหา" ไม่ใช่ "ผู้อำนวยความยุติธรรม" ตั้งแต่เบื้องต้น

อัยการนี่ ในชั้นฎีกา ก็ยังมีคำถามเช่นกันว่า เมื่ออ่านเหตุผลศาลอุทธรณ์แล้ว ไม่ฉุกใจคิดและกลับไปทบทวนใหม่เลยหรือ ว่าครูอาจไม่ผิด หรืออัยการคิดแต่ว่ามีหน้าที่ต้องเอาชนะคดี ตราบเท่าที่คิดว่ายังมีช่องให้ชนะได้ ก็ต้องฎีกา

ส่วนศาลฎีกา ก็ยังงงว่าทำไมท่านไม่หักล้างเหตุผลศาลอุทธรณ์ ท่านไปเพ่งเรื่องความน่าเชื่อถือของพยาน และเห็นว่าเชื่อได้

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.