ก.แรงงานเตรียมเพิ่มสิทธิลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ให้เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าดูแลบุตรในอัตราเดียวกับข้าราชการ
กระทรวงแรงงานหารือปรับหลักเกณฑ์สวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจ 12 แห่งที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้าง โดยกำหนดให้การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย และหลักเกณฑ์การจ่ายค่าช่วยเหลือบุตร และค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร มีหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเช่นเดียวกับข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนิยามคำว่า “การรักษาพยาบาล” “ค่ารักษาพยาบาล” ตลอดจนปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพ การเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคให้สอดคล้องและเป็นไปเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ที่เป็นของข้าราชการ
นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าการปรับปรุงดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลมีความห่วงใยพนักงานรัฐวิสาหกิจในช่วงระหว่างที่จะมีการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น จึงจะปรับปรุงสิทธิด้านสวัสดิการของพนักงานให้สูงขึ้นเป็นการทดแทนไปก่อน และนอกจากปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังได้เพิ่มเติมนิยามและหลักเกณฑ์การจ่ายกรณีป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ให้สามารถรับบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ใดก็ได้ รวมทั้งสถานพยาบาลเอกชนนอกระบบของตน โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายล่วงหน้าตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงการขยายสิทธิและอัตราการจ่ายค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตรให้จนถึงระดับปริญญาตรี เช่นเดียวกับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรข้าราชการด้วย
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูและและบริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐวิสาหกิจ 12 แห่งที่มีการปรับโครงสร้าง ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) การบินไทย ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ธ.กรุงไทย บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. บริษัทไปรษณีย์ไทย บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ บริษัท อู่กรุงเทพ และ บริษัท สหโรงแรมไทยฯ

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.