ศาลทหารเชียงใหม่ไม่ให้ประกันผู้ต้องหาจดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ศูนย์ทนายชี้จดหมายเป็นเพียงการตีความ ไม่เข้าลักษณะยุยงปลุกปั่น
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทีมทนายความของผู้ต้องหาคดีเผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในหลายจังหวัดภาคเหนือ เผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 10 รายถูกนำตัวส่งศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่ โดยศาลอนุมัติฝากขังและไม่อนุญาตให้ประกันตัว และกำลังมีการออกหมายจับเพิ่มอีก 1 ราย
นายวิญญัติระบุว่าผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหา 4 ข้อประกอบด้วย ข้อหากระทำผิดพระราชบัญญัติประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งเป็นความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่อง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ความผิดฐานมีการกระทำเป็นอั้งยี่ และมาตรา 210 คือความผิดฐานเป็นซ่องโจร
นายวิญญัติระบุว่า ศาลให้เหตุผลในการไม่อนุญาตประกันตัวว่าพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อความเสียหายประการอื่นต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานได้จึงไม่อนุญาต โดยขณะนี้ผู้ต้องหาถูกแยกขังที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยการฝากขังจะแบ่งเป็น 7 ผัด ผัดละ 12 วัน รวม 84 วัน จนกว่าจะรูปคดีและผลการดำเนินคดีจะเสร็จสิ้น
จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งเนื้อหาวิจารณ์ร่างฯ ออกเป็น 3 ประเด็นได้แก่ เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลฟรี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 ของร่างฯ กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิคือผู้ยากไร้ ซึ่งจดหมายดังกล่าวตีความว่าเป็นการยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคโดยปริยาย สิทธิในการรับความช่วยเหลือจากรัฐสำหรับบุคคลอายุเกิน 60 ปี ซึ่งมาตรา 48 ของร่างฯ ระบุว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวเป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปีซึ่งเป็นผู้ยากไร้ และไม่มีรายได้เพียงพอยังชีพ โดยจดหมายดังกล่าวตั้งคำถามว่าไม่มีคำว่า “เบี้ยผู้สูงอายุ” อีกต่อไป จึงไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าผู้สูงอายุจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างถ้วนหน้าหรือไม่ และประเด็นสุดท้ายคือ สิทธิเรียนฟรี ซึ่งร่างฯ ระบุไว้ในมาตรา 54 ว่ารัฐสนับสนุนการศึกษาก่อนวัยเรียนถึงมัธยมต้น จดหมายดังกล่าวตีความว่า การศึกษาในชั้นม.ปลาย นั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และหากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนก็อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญได้
จดหมายเนื้อหาลักษณะเดียวกันนี้ถูกตรวจพบจำนวนหลายพันฉบับในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน และต่อมามีการออกหมายจับและควบคุมตัวบุคคล 11 รายได้แก่ 1.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกอบจ.เชียงใหม่ 2.น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ รองนายกอบจ.เชียงใหม่ อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย3.นายคเชน เจียกขจร นายกเทศมนตรี ต.ช้างเผือก 4.นายอติพงษ์ คำมูล 5.น.ส.เอมอร ดับโศรก 6.นางสุภาวดี งามเมือง 7.นายเทวรัตน์ วินต้า 8.นางกอบกาญจน์ สุคีตา 9.นายวิศรุต คุณะนิติสาร และ10.น.ส.ธารทิพย์ บูรณุปกรณ์ ขณะที่ผู้ถูกออกหมายจับอีก 2 รายคือนายกฤตกร โพธยะ ยังคงหลบหนี ขณะที่นายเทวรัตน์ อินต้า ติดต่อขอมอบตัวแล้ววานนี้และอยู่ระหว่างการควบคุมตัว
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ว่า หากอ่านจดหมายทั้งหมด จะพบว่าในเนื้อหาไม่ได้มีข้อความตอนใดที่มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ และไม่ได้มีข้อความตอนใด ที่ระบุโดยตรงให้ผู้อ่านไปลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงจดหมายที่มีถ้อยคำเชิญชวนให้ไปร่วมลงประชามติ นำเสนอคำถามพ่วงที่มีในการลงประชามติ และแสดงความเห็นในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญด้วยถ้อยคำปกติ ทั้งโดยเนื้อหาก็ไม่ได้มีลักษณะเนื้อหาที่เป็นการปลุกปั่นให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามมาตรา 116 ซึ่งเป็นข้อหาในหมวดความมั่นคงแต่อย่างใด
แม้ในส่วนของข้อความที่วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ 3 ประเด็น อาจมีเนื้อหาส่วนที่ “ตีความผิดไป” บ้าง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้วิธีการในการชี้แจง ทำความเข้าใจ หรือนำเสนอการ “ตีความ” ร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของฝ่ายตนได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินการทางกฎหมาย และเปิดให้ประชาชนในสังคมใช้วิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจ ภายใต้การเปิดให้มีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
ภาพ: เนื้อหาสรุปด้านสวัสดิการของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฎในเอกสารซึ่งจัดทำโดย กตต. และแจกจ่ายไปตามครัวเรือน 17 ล้านชุด
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทีมทนายความของผู้ต้องหาคดีเผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในหลายจังหวัดภาคเหนือ เผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 10 รายถูกนำตัวส่งศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่ โดยศาลอนุมัติฝากขังและไม่อนุญาตให้ประกันตัว และกำลังมีการออกหมายจับเพิ่มอีก 1 ราย
นายวิญญัติระบุว่าผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหา 4 ข้อประกอบด้วย ข้อหากระทำผิดพระราชบัญญัติประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งเป็นความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่อง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ความผิดฐานมีการกระทำเป็นอั้งยี่ และมาตรา 210 คือความผิดฐานเป็นซ่องโจร
นายวิญญัติระบุว่า ศาลให้เหตุผลในการไม่อนุญาตประกันตัวว่าพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อความเสียหายประการอื่นต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานได้จึงไม่อนุญาต โดยขณะนี้ผู้ต้องหาถูกแยกขังที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยการฝากขังจะแบ่งเป็น 7 ผัด ผัดละ 12 วัน รวม 84 วัน จนกว่าจะรูปคดีและผลการดำเนินคดีจะเสร็จสิ้น
จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งเนื้อหาวิจารณ์ร่างฯ ออกเป็น 3 ประเด็นได้แก่ เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลฟรี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 ของร่างฯ กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิคือผู้ยากไร้ ซึ่งจดหมายดังกล่าวตีความว่าเป็นการยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคโดยปริยาย สิทธิในการรับความช่วยเหลือจากรัฐสำหรับบุคคลอายุเกิน 60 ปี ซึ่งมาตรา 48 ของร่างฯ ระบุว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวเป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปีซึ่งเป็นผู้ยากไร้ และไม่มีรายได้เพียงพอยังชีพ โดยจดหมายดังกล่าวตั้งคำถามว่าไม่มีคำว่า “เบี้ยผู้สูงอายุ” อีกต่อไป จึงไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าผู้สูงอายุจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างถ้วนหน้าหรือไม่ และประเด็นสุดท้ายคือ สิทธิเรียนฟรี ซึ่งร่างฯ ระบุไว้ในมาตรา 54 ว่ารัฐสนับสนุนการศึกษาก่อนวัยเรียนถึงมัธยมต้น จดหมายดังกล่าวตีความว่า การศึกษาในชั้นม.ปลาย นั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และหากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนก็อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญได้
จดหมายเนื้อหาลักษณะเดียวกันนี้ถูกตรวจพบจำนวนหลายพันฉบับในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน และต่อมามีการออกหมายจับและควบคุมตัวบุคคล 11 รายได้แก่ 1.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกอบจ.เชียงใหม่ 2.น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ รองนายกอบจ.เชียงใหม่ อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย3.นายคเชน เจียกขจร นายกเทศมนตรี ต.ช้างเผือก 4.นายอติพงษ์ คำมูล 5.น.ส.เอมอร ดับโศรก 6.นางสุภาวดี งามเมือง 7.นายเทวรัตน์ วินต้า 8.นางกอบกาญจน์ สุคีตา 9.นายวิศรุต คุณะนิติสาร และ10.น.ส.ธารทิพย์ บูรณุปกรณ์ ขณะที่ผู้ถูกออกหมายจับอีก 2 รายคือนายกฤตกร โพธยะ ยังคงหลบหนี ขณะที่นายเทวรัตน์ อินต้า ติดต่อขอมอบตัวแล้ววานนี้และอยู่ระหว่างการควบคุมตัว
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ว่า หากอ่านจดหมายทั้งหมด จะพบว่าในเนื้อหาไม่ได้มีข้อความตอนใดที่มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ และไม่ได้มีข้อความตอนใด ที่ระบุโดยตรงให้ผู้อ่านไปลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงจดหมายที่มีถ้อยคำเชิญชวนให้ไปร่วมลงประชามติ นำเสนอคำถามพ่วงที่มีในการลงประชามติ และแสดงความเห็นในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญด้วยถ้อยคำปกติ ทั้งโดยเนื้อหาก็ไม่ได้มีลักษณะเนื้อหาที่เป็นการปลุกปั่นให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามมาตรา 116 ซึ่งเป็นข้อหาในหมวดความมั่นคงแต่อย่างใด
แม้ในส่วนของข้อความที่วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ 3 ประเด็น อาจมีเนื้อหาส่วนที่ “ตีความผิดไป” บ้าง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้วิธีการในการชี้แจง ทำความเข้าใจ หรือนำเสนอการ “ตีความ” ร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของฝ่ายตนได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินการทางกฎหมาย และเปิดให้ประชาชนในสังคมใช้วิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจ ภายใต้การเปิดให้มีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
ภาพ: เนื้อหาสรุปด้านสวัสดิการของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฎในเอกสารซึ่งจัดทำโดย กตต. และแจกจ่ายไปตามครัวเรือน 17 ล้านชุด

แสดงความคิดเห็น