ประธานกรรมการสิทธิฯพบปะสื่อ เจอเสียงเรียกหา “แอคชั่น”
ชายร่างสูงผิวคล้ำก้าวเข้าหาไมโครโฟน ภาษาอังกฤษของเขาบ่งบอกสำเนียงว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน คำถามยาวท้าวความถึงเหตุการณ์การจับกุมเรือของโรฮิงญาเมื่อปี 2556 มีคนหนี มีคนถูกยิงตาย เขาอยากรู้ความคืบหน้าของการสอบสวนและอยากรู้ถึงมาตรการที่ไทยจะดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก
หม่อง จอ นู สมาคมชาวโรฮิงญาพม่าในประเทศไทยบอกภายหลังว่า เขาติดตามเรื่องนี้มานานแล้ว ที่ผ่านมาเขาดีใจกับการที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเอาจริงเอาจังเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ ดีใจที่สหรัฐฯสนใจเรื่องนี้ซึ่งเป็นแรงส่งทำให้ไทยสนใจ เพราะมันหมายถึงชะตากรรมของพี่น้องโรฮิงญาของเขาที่จะได้รับการดูแลดีขึ้นในฐานะเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และเขาขอบคุณกสม.ของไทยที่สนใจผลักดันการดูแลเรื่องโรฮิงญา อย่างไรก็ตามสิ่งที่หม่อง จอ นูพูดนั้นเกิดขึ้นในสมัยของกสม.ชุดเดิม ขณะนี้กสม.ชุดใหม่ของไทยเข้าแทนที่และทำงานมาแล้วเกือบปี
มันเป็นเวทีการพบปะระหว่างประธานกสม.กับสื่อมวลชนภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่กสม.แจกเอกสารหนาเป็นแฟ้ม แต่เมื่อเปิดดูก็พบว่าข้างในส่วนใหญ่เป็นผลงานของคณะกรรมการกสม.ชุดเดิม อีกส่วนหนึ่งของเอกสารเป็นแถลงการณ์ที่ออกมาในหลายๆกรณี
นักข่าวหลายคนผลัดกันตั้งคำถามเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เรื่องรายงานการซ้อมทรมานที่มีผู้เผยแพร่ในภาคใต้ ปัญหาการฟ้องร้องนักสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ปัญหาการละเมิดสิทธิของธุรกิจไทยในต่างแดน ปัญหาการริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในยุคคสช.โดยเฉพาะช่วงก่อนถึงการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
คำตอบที่ได้จากประธานกสม.ส่วนใหญ่คือให้รอดู “แอคชั่น” หรือการดำเนินการของกสม. ซึ่งในปัจจุบันต้องการยึดหลักการการทำงานอย่างระมัดระวัง ต้องไม่ผิดพลาด เพราะที่ผ่านมามีความผิดพลาดให้เห็นมาแล้ว “เราอาจจะออกแถลงการณ์เรื่อยๆ เราอาจจะออกมาพูดทุกวันก็ได้ แต่มันจะผิดพลาด สิ่งที่เป็นแนวทางของเราตอนนี้คือการออกรายงานที่มีการตรวจสอบข้อมูลมาแล้ว” ประธานกสม.พูดถึงแนวทางการทำงานที่เน้นหนักในบางเรื่องเช่นการทำให้ธุรกิจตอบสนองในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ขณะนี้กสม.ของไทยทำงานใกล้ชิดกสม.ของเมียนมาเพื่อดูแลแรงงานเมียนมา เป็นต้น
กับเรื่องในประเทศ ประธานกสม.บอกนักข่าวว่า กสม.จะมีมาตรการแน่นอนในหลายๆเรื่องแต่มันจะไม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะกสม.ต้องการความรอบคอบ ทั้งยังยืนยันว่าหลายเรื่องกสม.มีการดำเนินการไปแล้ว เช่นในเรื่องปัญหาเสรีภาพในการแสดงออกที่หดหายไปในช่วงก่อนลงประชามติ เขาชี้ให้นักข่าวกลับไปอ่านแถลงการณ์ของกสม.เดิม มันบอกไว้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสิทธิ และแม้ว่าจะมีข้อความในกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เอาผิดคนที่ให้ข้อมูลผิด บิดเบือนหรือให้ร้าย แต่เพื่อบรรยากาศในการปรองดอง ทางการควรจะยืดหยุ่น “ผมอยากจะให้ท่านกลับไปอ่าน แล้วท่านอาจจะคิดต่างจากเดิมก่อนที่ท่านจะถามคำถามนี้” เขาว่า
ทว่าอีกครึ่งชม.ถัดมาประธานกสม.ก็ยอมรับว่า เมื่อจัดเวทีพบปะชาวบ้านก็พบว่าคนจำนวนมากไม่รู้ว่ากสม.กำลังทำอะไร “มันอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ดีพอ” กับคำถามจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องกสม.จะทำอะไรบ้างเพื่อปรับปรุงสถานะของตนเองให้ดีขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมาถูกองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติลดระดับความน่าเชื่อถือลง นายวัสบอกว่า กสม.กำลังดำเนินการหลายอย่าง เชื่อว่าต่อไปจะเห็นผลงานออกมาเรื่อยๆ และที่สำคัญการปรับเปลี่ยนในข้อกฎหมายในอนาคตจะช่วยให้กสม.ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการทำงาน
แต่การตั้งคำถามกับกสม.ชุดใหม่ที่ทำงานมาเจ็ดหรือแปดเดือนแล้วนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่มี “แอคชั่น” สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรซ์วอทช์ในไทยลุกขึ้นเสนอความเห็นต่อประธานกสม.ว่า เขาอยากเห็นการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงที และอยากเห็นกสม.ทำงานสอดคล้องกับหลักการของสหประชาชาติ โดยยึดเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเร่งด่วน
สุนัยชี้ว่า การมีมาตรการทันท่วงทีเช่นการออกมาให้สัมภาษณ์หรือแถลงการณ์ เป็นมาตรการที่สำคัญถึงขนาดอาจจะ “ช่วยชีวิต” คนที่กำลังเจอปัญหาได้ มันเป็นการป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม โดยกลุ่มฮิวแมนไรซ์ วอทช์เองทำงานยึดหลักกฎหมายในการตรวจสอบหน่วยงานรัฐ จุดสำคัญคือตรวจสอบเมื่อมีการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ใช่เพียงเรื่องของการผิดมโนธรรมเท่านั้น
“เรื่องรายงานการตรวจสอบเราก็คิดว่าควรทำ ไม่ใช่ไม่ควร แต่ในหลายสถานการณ์อาจจะไม่จำเป็นต้องรอการตรวจสอบอย่างเต็มที่ก่อนจีงจะมีแอคชั่น แต่ถ้าเรามีข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่มันระบุว่ามันละเมิดกฎหมายหรือกติการะหว่างประเทศ เช่นมีคนถูกนำตัวไปโดยทหาร ผู้เกี่ยวข้องเข้าพบไม่ได้ เป็นการคุมตัวโดยผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เราสามารถแสดงความวิตกต่อกรณีนั้นๆได้ บอกได้ว่ามันมีความเสี่ยงอะไรบ้าง อย่างน้อยการแสดงความวิตกนั้นมันอาจจะช่วยลดเงื่อนไขที่เป็นความเสี่ยงลงไป เช่นทำให้มีการปฏิบัติให้ถูกหลักกฎหมายมากขึ้น คือทางการจะดำเนินคดีอะไรต่างๆก็ว่าไปตามกระบวนการ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง” เขาว่า การทำงานของหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนเช่นฮิวแมนไรซ์วอทช์อาศัยแรงกดดันจากสาธารณะไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ
“การแสดงความวิตกห่วงใยไม่ว่าจะด้วยแถลงการณ์หรือออกมาพูดมันจะมีผลป้องปราม เรื่องแบบนี้มันรอไม่ได้ และที่สำคัญกสม.เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายสามารถเข้าไปตรวจสอบในสถานที่ได้ ซึ่งมันดีกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะอย่างฮิวแมนไรซ์วอทช์ทำไม่ได้”

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.