หลายมุมมองต่อผู้ว่าหญิงแกร่งคนใหม่ของโตเกียว 'ยูริโกะ โคอิเกะ'
Posted: 04 Aug 2016 08:12 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 
เมื่อไม่นานมานี้ยูริโกะ โคอิเกะ นักการเมืองของญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่าการกรุงโตเกียวคนแรกที่เป็นผู้หญิง ดิอิโคโนมิสต์นำเสนอมุมมองต่อผู้ว่าฯ คนใหม่นี้ในหลายแง่มุม บางก็มองว่าเธอเป็นสตรีนิยม นักชาตินิยม บางคนก็ถึงขั้นมองว่าเธอเป็นนักฉวยโอกาส
ยูริโกะ โคอิเกะ ระหว่างหาเสียงเป็นผู้ว่าการกรุงโตเกียว (ที่มา: Wikipedia)
4 ส.ค. 2559 โคอิเกะได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา เธอถูกพูดถึงในหลายแง่มุมที่ไม่ได้มีแต่การชื่นชม บ้างก็เรียกเธอด้วยฉายา "มาดามซูชิสายพาน" จากการที่เธอเปลี่ยนพรรคการเมืองอยู่ตลอดนับตั้งแต่ที่เธอลงเล่นการเมือง แต่ฉายานี้ก็อาจจะมองในอีกแง่ได้ว่าเธอเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานได้ด้วย
ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าโคอิเกะชื่นชมมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นักการเมืองหญิงของอังกฤษผู้เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยที่เธอทั้งสองคนมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือการต้องต่อสู้ฝ่าฟันเลื่อนขั้นทางการเมืองด้วยตัวเธอเองท่ามกลางนักการเมืองที่เต็มไปด้วยผู้ชาย ซึ่งต่างจากมากิโกะ ทะนะกะ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศหญิงคนแรกของญี่ปุ่นที่มีพ่อเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ในประเทศญี่ปุ่นมี ส.ส. หญิงในสภาล่างเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้น
ในสมัยทีโคอิเกะยังเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในปี 2550 เธอเป็นสมาชิกพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยของญี่ปุ่นแต่ก็พลาดโอกาสในการได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเพราะไม่สามารถเอาชนะทาโร อะโซะ ได้ในการรับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค เธอสร้างความขุ่นเคืองให้กับเหล่าผู้นำพรรคด้วยการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากรุงโตเกียวแข่งกับตัวแทนของพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยจนสามารถเอาชนะได้ด้วยคะแนนเสียงมากกว่าคู่แข่ง 1 ล้านเสียง
ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าสาเหตุหนึ่งที่เธอได้รับความนิยมจากชาวโตเกียวเนื่องจากการที่สื่อนำเสนอภาพของเธอในฐานะหญิงกล้าหาญผู้ท้าทายการเมืองที่ถูกครอบงำโดยผู้ชาย เคยมีอดีตผู้ว่าการกล่าวดูถูกผู้หญิงว่าผู้ว่าการเมืองหลวงไม่ควรจะเป็น "ผู้หญิงที่แต่งหน้าหนาเกินไป" โคอิเกะหัวเราะใส่คำดูถูกเหยียดหยามนี้แล้วบอกว่าเธอชินแล้วกับคำดูถูกพวกนี้ โคอิเกะบอกอีกว่าการกีดกันทางเพศของญี่ปุ่นหนาในระดับเหล็กกล้าแต่เธอก็บอกว่าประเทศญี่ปุ่นต้องการความหนักแน่นและเข้มแข็งของผู้หญิงในการที่เธอจะช่วยพัฒนาประเด็นเรื่องผู้หญิงได้
อย่างไรก็ตาม โทโมะมิ ยามางุจิ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอนแทนาบอกว่าโคอิเกะเป็นนักชาตินิยมมากกว่านักสตรีนิยม จากที่เธอดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อจีนในสมัยเธอเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและเป็นนักการเมืองหนึ่งในไม่กี่คนที่เรียกร้องให้ญี่ปุ่นมีอาวุธนิวเคลียร์และเคยร่วมจัดการประชุมของกลุ่มนิปปอนไคกิ ซึ่งเป็นการประชุมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมญี่ปุ่นที่ยังมีความเชื่อว่าการที่ญี่ปุ่นรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเพราะต้องการปลดปล่อยเอเชียจากอาณานิคมตะวันตกและต้องการฟื้นฟูคุณค่าในครอบครัว
ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งรมต.ต่างประเทศก็ถูกมองว่าเป็นพวก "สายเหยี่ยว" ที่พยายามตีความรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นในทางชาตินิยมและเคยแสดงตัวสนับสนุนสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ
จากที่ก่อนหน้านี้ผู้ว่าการโตเกียวต้องออกจากตำแหน่งไปสองคนด้วยเรืองอื้อฉาวทางการเงินทำให้หน้าที่แรกของโคอิเกะคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อที่ว่าการโตเกียวกลับคืนมารวมถึงต้องเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ หลังจากนี้รวมถึงคอยนำทางการจัดกีฬาโอลิมปิคปี 2563 ด้วย เธอต้องรับมือสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกับการเวียนว่ายในโลกการเมืองที่มีทั้งคนที่เคารพเธอและไม่เชื่อถือเธอโดยที่มีคนชื่นชอบเธอมากๆ แค่เพียงเล็กน้อย

เรียบเรียงจาก
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Posted: 04 Aug 2016 08:09 AM PDT
4 ส.ค.2559 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สถานทูต 4 ประเทศออกประกาศเตือนประชาชนของตนที่อาศัยอยู่หรือจะเดินทางมายังประเทศไทยในวันออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคมนี้ ว่า รัฐบาลรู้สึกแปลกใจกับการประกาศเตือนดังกล่าว เพราะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม เกิดความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย
“รัฐบาลขอยืนยันและให้ความมั่นใจแก่ประชาชนคนไทยและต่างประเทศ ว่า ในวันลงประชามติทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คงไม่มีเจ้าหน้าที่รายใดถืออาวุธเดินเข้าไปขู่เข็ญหรือบังคับประชาชนให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสม แต่จะมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อให้การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บางประเทศอาจจะคาดการณ์เกินความจริง เพราะวันนี้ประเทศไทยสงบเรียบร้อยและปลอดภัยมากกว่าก่อน 22 พฤษภาคม 2557 มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องตระหนกตกใจ ในทางกลับกัน ประเทศที่ดูสงบเรียบร้อยอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด โดยเห็นได้จากข่าวกราดยิงในที่สาธารณะที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า แม้คนไทยจะมีความเห็นต่าง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของวิถีประชาธิปไตยตามหลักสากล ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประเทศอื่นดูแคลนคนไทย พี่น้องประชาชนเองจึงควรออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของตนอย่างตรงไปตรงมาและมีวิจารณญาณ ไม่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย ส่วนหน้าที่ของรัฐบาลคือ การดูแลสวัสดิภาพของประชาชนทุกคน โดยยึดหลักกฎหมาย ซึ่งหลายอย่างเป็นกฎหมายพื้นฐานและถูกบังคับใช้มาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพิ่งกำหนดขึ้นเพื่อวันที่ 7 สิงหาคม
“นายกฯ ยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ เพราะมีขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว และขอให้คนไทยออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ และยังได้กล่าวถ้อยความสำคัญด้วยว่า อย่าเพิ่งกลัวผีที่ยังมองไม่เห็นตัวในการทำประชามติ แต่ให้กลัวผีที่หลอกหลอนมาก่อนหน้า จึงขอให้คนไทยช่วยกันร่ายคัมภีร์หรือคาถาป้องกันผีในอนาคตให้ได้ คาถาป้องกันผีนี้ คือการมีความเข้าใจ ร่วมมือและก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.