นักวิชาการต่างชาติชี้คนไทยกำลังเผชิญทางเลือกที่น่าหวั่นเกรงว่าจะรับหรือไม่รับร่าง รธน.
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยลอนดอนชี้คนไทยเผชิญทางเลือกที่น่าหวั่นเกรงในการตัดสินใจว่าจะรับร่าง รธน.ที่มีข้อบกพร่อง หรือไม่รับร่างฯ อันจะส่งผลให้กองทัพครองอำนาจต่อ แต่เชื่อคนไทยส่วนใหญ่จะยอมรับร่างฯ เพื่อให้พ้นจากการปกครองของทหาร ด้านนักวิชาการฝั่งออสเตรเลีย มองแนวโน้มตรงกันข้าม ชี้ประชามติเป็นตัวชี้วัดสถานะ คสช.และพรรคประชาธิปัตย์ ระบุการเมืองไทยจะยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่ต่อไป และมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง
ศ. ลี โจนส์ จากคณะรัฐศาสตร์ ควีนแมรี มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกกับบีบีซีไทยว่าการทำประชามติครั้งนี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างเป็นกลาง เพราะนอกจากกองทัพจะจับกุมประชาชนที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังส่งนักศึกษาวิชาทหารไป “ชี้แจง” ร่างรัฐธรรมนูญแก่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงอีกด้วย ซึ่งเท่ากับขอให้สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญนั่นเอง กล่าวได้ว่าการลงประชามติครั้งนี้ไม่โปร่งใสอย่างมาก
ศ.โจนส์ มองว่าขณะนี้คนไทยยังคงตัดสินใจไม่ได้ว่า จะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่องโดยพื้นฐานและขีดเส้นจำกัดความเป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง หรือจะไม่ยอมรับร่างฯ ซึ่งจะมีผลให้กองทัพครองอำนาจอยู่ต่อไป ทั้งสองทางล้วนเป็นทางเลือกที่น่าหวั่นเกรง แม้ว่าพรรคการเมืองหลัก ๆ จะออกมาแถลงว่าไม่รับร่างฯ แต่ ศ.โจนส์ ยังเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่จะไปออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พ้นจากการปกครองของรัฐบาลทหาร แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง อย่างไรก็ดี สถานการณ์เช่นนี้เหมือนกับที่คนในเมียนมากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
ศ.โจนส์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังมีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือการเปลี่ยนผ่านที่มีการจัดการและควบคุมอย่างเคร่งครัดให้ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการปิดกั้นอย่างหนัก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ผิดแผกไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ก็คาดได้ว่าจะเห็นความขัดแย้งแตกแยกในสังคมซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตการเมืองไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา หวนกลับคืนมาอีกครั้ง หลังถูกกดทับเอาไว้ภายใต้การปกครองของทหาร ภาวะการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ประเทศกลับไปสู่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตย นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา
ศ.โจนส์ ไม่คาดหวังว่าองค์กรต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐบาลทหาร จะสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้ ดังนั้นความไร้เสถียรภาพทางการเมืองจะเกิดขึ้นทั้งในระยะกลางและระยะยาว แต่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ รัฐบาลทหารก็จะยังคงอยู่ในอำนาจ และจะพยายามร่างรัฐธรรมนูญอีกฉบับเป็นครั้งที่สาม เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับที่สองไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ฉบับถัดไปก็คงไม่แตกต่างกัน คือจะยังคงมีมาตรการหลายอย่างเพื่อปิดกั้นประชาธิปไตย เพราะจุดมุ่งหมายเดียวของรัฐบาลทหารคือป้องกันไม่ให้ฝ่ายสนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งชนะการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมมาทุกครั้ง ตั้งแต่ปี 2554 ได้กลับมาอยู่ในอำนาจอีก
ศ.โจนส์ กล่าวอีกว่า ตราบใดที่รัฐบาลทหารไม่สามารถจัดการประเด็นเหล่านี้ได้ ทั้งยังไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจนก่อให้เกิดปัญหาด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจ จำนวนผู้ต่อต้านกองทัพก็จะเพิ่มขึ้น แต่ ศ. โจนส์มองว่าหากกองทัพยังคงอยู่ในอำนาจ สภาพการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป
ด้าน ดร.แพทริค โจรี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการจัดการเรื่องการลงประชามติของ คสช.เป็นไปอย่างย่ำแย่มาตั้งแต่ต้น โดยรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นกรอบกฎหมายที่ใช้กับพลเมืองไทยทุกคน คนไทยควรจะมีสิทธิ์ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ได้ถกเถียงถึงข้อดีข้อเสีย และสามารถตัดสินใจได้อย่างเสรีว่าจะรับหรือไม่รับร่างฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า คนไทยไม่ได้แสดงความเห็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญเลย และในขณะเดียวกัน มีผู้ถูกจับกุม ถูกตั้งข้อหาและถูกคุมขังจำนวนมาก เพียงเพราะพวกเขาออกมาแสดงความเห็น การอภิปรายถกเถียงในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมและเปิดกว้างแต่อย่างใด สาเหตุของสภาพการณ์ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะจุดมุ่งหมายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเพียงข้อเดียว คือปูทางให้กองทัพยังคงอยู่ในอำนาจ ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของสถาบันสูงสุด
ดร.โจรี มองว่า การที่พรรคเพื่อไทยและบุคคลบางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายชวน หลีกภัย ออกมาเรียกร้องให้ไม่รับร่างฯ จึงดูเหมือนว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่น่าจะผ่านการลงประชามติ ทั้งนี้ ผลประชามติที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัดว่า คสช.มีเสียงสนับสนุนมากน้อยเพียงใด หากผลออกมาว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับ ก็จะทำให้สถานะทางการเมืองของ คสช.อ่อนแอลง ในขณะเดียวกัน ผลประชามติจะส่งผลกระทบต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย (กปปส.) ซึ่งสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่หากร่างฯ ไม่ผ่านการลงประชามติ นายสุเทพก็จะสูญเสียอิทธิพลในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสำคัญต่ออนาคตของพรรคที่มีการแบ่งขั้วเป็นฝ่าย “อนุรักษ์นิยม”ที่นำโดยนายสุเทพ และฝ่าย “เสรี” ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายชวน ที่เป็นผู้มีบารมีในพรรค
อย่างไรก็ดี ดร.โจรี เห็นว่า ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาอย่างไร การเมืองไทยจะยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่ต่อไป และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต




แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.