
วิชา มธ.111 เปิดบรรยายสาธารณะ ชาญวิทย์ - จีรนุชระบุ ประชามติ-รัฐธรรมนูญเทียม ไม่มีอนาคต
จีรนุช ระบุว่า เพื่อนฝรั่งที่ติดตามสถานการณ์เมืองไทยมานานให้นิยามว่าที่ผ่านมาคือ fake constitution, fake referendum and no future (รัฐธรรมนูญปลอม ประชามติปลอม และไม่มีอนาคต) นอกจากนี้เธอยังหยิบยกกฎบัตรแมคนาคาร์ตาของอังกฤษเมื่อ 800 ปีก่อนที่อาจนับได้ว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ในสมัยพระเจ้าจอห์น เป็นรัฐธรรมนูญแรกของอังกฤษ แม้อังกฤษจะไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้มันยังเป็นต้นทางของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็อ้างอิงไปถึงกฎหมายนี้ด้วย แมคนาคาร์ตาเกิดขึ้นจากการที่เหล่าขุนนางลุกขึ้นมาร่วมกันจำกัดอำนาจกษัตริย์ที่ขูดรีดเอาเปรียบอย่างมาก ในกฎบัตรดังกล่าวมีเรื่องการพูดถึงสิทธิที่เท่าเทียมเสมอกันต่อหน้ากฎหมายและจะลงโทษใครไม่ได้หากไม่ได้ถูกพิพากษาโดยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นยังมีคนบางส่วนที่ไม่ได้ถูกนับเป็น free man
ส่วนในสวีเดน ก็มีรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 1766 ซึ่งพูดเรื่องเสรีภาพสื่อเป็นฉบับแรกของโลก และฉลองครบ 250 ปีในปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ในสวีเดนมีกษัตริย์และมีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกัน กษัตริย์บางองค์ก็ไม่ค่อยพอใจบทบาทของหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์และล้อเลียนสถาบันจึงพยายามจะให้มีกฎหมายเซ็นเซอร์ แต่กลุ่มสื่อได้ต่อรองต่อสู้จนมีบทบัญญัติเรื่องนี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญสืบมาจนปัจจุบัน
ส่วนในสวีเดน ก็มีรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 1766 ซึ่งพูดเรื่องเสรีภาพสื่อเป็นฉบับแรกของโลก และฉลองครบ 250 ปีในปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ในสวีเดนมีกษัตริย์และมีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกัน กษัตริย์บางองค์ก็ไม่ค่อยพอใจบทบาทของหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์และล้อเลียนสถาบันจึงพยายามจะให้มีกฎหมายเซ็นเซอร์ แต่กลุ่มสื่อได้ต่อรองต่อสู้จนมีบทบัญญัติเรื่องนี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญสืบมาจนปัจจุบัน
“รัฐธรรมนูญที่ไหนก็ตาม เกิดขึ้นบนการต่อรองเพื่อการจัดการความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ แต่รัฐธรรมนูญไทยอายุสั้น ไม่มีโอกาสได้ต่อรองและจัดการกับอำนาจ แต่การต่อสู้ไม่เหมือนในหนังที่ม้วนเดียวจบ บางทีมันต้องการความต่อเนื่อง”
ส่วนเรื่องประชามตินั้น หากเราเปรียบรัฐประหารเหมือนการข่มขืน ประชามติก็เหมือนกับการบังคับแต่งงาน โดยขันหมากก็ไม่ให้ดูว่ามีอะไรบ้าง จึงอยากเรียกมันว่าประชามัดติดมากกว่า ไม่ใช่ free and fair (เสรีและเป็นธรรม) แต่เป็น fake and fear referendum (ประชามติแห่งความกลัวและจอมปลอม) นอกจากนี้ยังหยิบยกสิ่งตกค้างที่เกิดขึ้นในช่วงประชามตินั่นคือ การดำเนินคดีกับคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นธรรมดา เช่น กรณีของไผ่ ดาวดิน กรณีของโตโต้ที่แสดงออกซึ่งการไม่ยอมรับโดยการฉีกบัตรประชามติ หรือคดีที่เกิดขึ้นกับนักการเมือง นักกิจกรรมจำนวนมากที่พยายามรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจยอมรับได้ว่านี่คือประชามติที่ชอบธรรม
ส่วนเรื่องประชามตินั้น หากเราเปรียบรัฐประหารเหมือนการข่มขืน ประชามติก็เหมือนกับการบังคับแต่งงาน โดยขันหมากก็ไม่ให้ดูว่ามีอะไรบ้าง จึงอยากเรียกมันว่าประชามัดติดมากกว่า ไม่ใช่ free and fair (เสรีและเป็นธรรม) แต่เป็น fake and fear referendum (ประชามติแห่งความกลัวและจอมปลอม) นอกจากนี้ยังหยิบยกสิ่งตกค้างที่เกิดขึ้นในช่วงประชามตินั่นคือ การดำเนินคดีกับคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นธรรมดา เช่น กรณีของไผ่ ดาวดิน กรณีของโตโต้ที่แสดงออกซึ่งการไม่ยอมรับโดยการฉีกบัตรประชามติ หรือคดีที่เกิดขึ้นกับนักการเมือง นักกิจกรรมจำนวนมากที่พยายามรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจยอมรับได้ว่านี่คือประชามติที่ชอบธรรม
แสดงความคิดเห็น