วิชา มธ.111 เปิดบรรยายสาธารณะ ชาญวิทย์ -  ปิยบุตรอธิบายการเอารัฐประหารไปใส่ในรธน.

ปิยบุตร กล่าวถึงหลักการโดยทั่วไปของรัฐธรรมนูญว่า มันคือกฎหมายสูงสุดของประเทศที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างคนในรัฐกับผู้ปกครอง ในอดีตที่มาของรัฐธรรมนูญคนคิดว่ามาจากพระเจ้า ต่อมานั้นมาจากกษัตริย์ และยุคสมัยใหม่ยึดหลักประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจึงเกิดจากประชาชน ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจในการทำรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญสัมพันธ์กับระบบการเมืองในแต่ละประเทศ รัฐบาลที่มีอายุยาวในไทยคือรัฐบาลที่มาจากทหารทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญที่อายุยาวนานในไทยส่วนใหญ่คือ รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากทหารที่ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญถาวร ตัวอย่างสำคัญคือธรรมนูญการปกครองของสฤษดิ์ปี 2502 มีอายุยาวถึง 9 ปี

ถามว่าทำไมรัฐธรรมนูญของไทยจึงโดนฉีกบ่อย นั่นเพราะรัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์กับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพลังทางการเมืองต่างๆ ยกตัวอย่าง ธรรมนูญปกครองสยามปี 2475 ที่ปรีดี พนมยงค์จัดทำขึ้นมา รัชกาลที่7 ก็ได้เติมคำว่า “ชั่วคราว” ทำให้ต้องทำใหม่เป็นฉบับ 10 ธ.ค.2475 นั่นสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่พลังการเมืองสองฝ่ายไม่ชนะขาด และการต่อรองนั้นเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของการอภิวัฒน์เลย จนตกลงกันได้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาซึ่งต่างจากฉบับแรกโดยเพิ่มพระราชอำนาจให้กษัตริย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงกระดาษ เมื่อหลุดจากมือคนร่างก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้เล่นฝ่ายต่างๆ ที่เอารัฐธรรมนูญไปใช้ 1 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมีการสู้กันของสองฝ่าย รัชกาลที่ 7 อยากวีโต้กฎหมายหลายฉบับ แต่รัฐบาลบอกว่าทำไม่ได้เพราะผิดหลัก ทำให้นำมาสู่การสละราชสมบัติ และพอคณะราษฎรเริ่มแตกกันก็ยิ่งแย่ แต่สถานการณ์ก็หยุดลงชั่วคราวเพราะสงครามโลก จนเมื่อสงครามสิ้นสุด มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นฉบับที่ 3 ในปี 2489 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก เข้าใจว่าปรีดีอยากทำใหม่เพราะต้องการแก้มือจากฉบับ 10 ธันวาเนื่องจากตอนนั้นคณะกรรมการร่างเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมด มีเขาเป็นฝ่ายก้าวหน้าเพียงคนเดียว แต่ก็ยังมีการถกเถียงกันว่าทำไมไม่แก้ฉบับ 10 ธันวา อย่างไรก็ตาม อายุของรัฐธรรมนูญ 2489 ก็สั้นมาก ซึ่งสัมพันธ์กับการสวรรคตของในหลวงอานันท์ ในปี 2490 ก็มีรัฐประหารเป็นจังหวะอันดีที่จะล้มกลุ่มของปรีดี จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญกลายเป็นเดิมพันของสองฝ่ายที่สู้กัน คนชนะจะไปกำหนดรัฐธรรมนูญ เพียงแต่เมืองไทยไม่สู้แบบอารยะ ใช้กระบวนการนอกรัฐธรรมนูญมาทำลายรัฐธรรมนูญแล้วกำหนดรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตัวเอง

หากพิจารณารัฐประหารเราจะพบว่าแต่ละครั้งมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน บางคณะอยากอยู่สั้น บางคณะอยากอยู่ยาว คณะที่อยากอยู่สั้นคือ ปี 2549 ส่วนที่อยากอยู่ยาวคือ สฤษดิ์ อยู่ยาวถึง 16 ปี, ธานินทร์ มีแผน 12 ปีเพื่อปฏิรูปประเทศ แต่อยู่ได้ปีเดียว, คสช. ไม่เคยพูดแต่วิธีการนั้นใช่ว่าจะอยู่ยาว

แล้วมีเหตุอะไรที่ทำให้อยากอยู่ยาว ในปี 2500-2516 มีอะไรมาท้าทายพลังกลุ่มของเขา มีอะไรอันตรายต่อชนชั้นนำจารีตประเพณี ในสมัยธานินทร์นั้นอยากสู้กับคอมมิวนิสต์ชัดเจน ในยุค พล.อ.ประยุทธ์มีอะไรเป็นเรื่องท้าทาย ขอให้ผู้ฟังพิจารณากันเอง

รัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารทุกครั้งต้องสนองวัตถุประสงค์ของรัฐประหาร สำหรับฉบับนี้กล่าวโดยย่อ เป็นการลดทอนอำนาจประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งเพื่อเลือกรัฐบาลตัวเอง รัฐบาลจากการเลือกตั้งจะอ่อนแอ คนมาจากการเลือกตั้งจะเป็น เพียงหน้ากาก เป็นเสื้อผ้าอาภรณ์เพื่อบอกโลกว่าประเทศไทยมีเลือกตั้ง แต่คนที่ได้รับเลือกตั้งจะไม่มีอำนาจอะไรเลย แล้วเพิ่มอำนาจให้รัฐทหาร รัฐราชการ ผ่านกลไกต่างๆ ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ฯลฯ เราจะนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปปี 2520

“การทำรัฐประหารในศตวรรษที่ 21 น่าอับอายมาก จึงต้องเอารัฐประหารที่ดูไม่สวยงามนั้นไปใส่ในรัฐธรรมนูญ ต่อไปนี้ถ้าเกิดวิกฤตอะไร รัฐธรมนูญจะให้งดเว้นบางมาตราในรัฐธรรมนูญโดยรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำ เช่น เกิดวิกฤตหาทางออกไม่ได้ อย่างเกิดการปิดถนนชุมนุม รัฐธรรมนูญใหม่มีกลไกแก้โดยทหารไม่ต้องออกมาทำรัฐประหารโดยให้มีกรรมการพิเศษ มีที่ประชุมร่วมชี้ขาดว่าจะเอายังไง สิ่งที่เคยผิดรัฐธรรมนูญก็จะถูกรัฐธรรมนูญทั้งหมดเพราะอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว องค์กรที่จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตนอกจากกองทัพ ต่อไปคือ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะดูศิวิไลซ์กว่าให้ทหารทำ”

ในเรื่องประชามติ จะขอพูดถึงกระบวนการและผลประชามติ เรื่องกระบวนการ ประชามติที่เป็นสากลได้มาตรฐานประชาธิปไตย มีเงื่อนไขของมันอยู่ ฟรี และ แฟร์ ทั้งนี้ ฟรีคือเป็นอิสระ สัมพันธ์กับเรื่องสิทธิของทุกคนที่จะได้รู้ว่ารัฐธรรมนูญหน้าตาเป็นอย่างไร ฝ่ายเห็นด้วยและเห็นแย้งแสดงความเห็นเต็มที่หรือมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พูด ชุมนุม เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้าน ส่วนแฟร์คือเป็นธรรม เป็นธรรมในการเลือก ทางเลือกมี yes, no, no vote คนที่ไปโหวตเยสต้องรู้ว่าได้อะไรตามมา นั่นตอบง่ายก็คือได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนโหวตโนรู้ไหมว่าได้อะไรตามมา มันไม่รู้เลยที่ผ่านมา การรณรงค์ทั้งหมดต้องเต็มที่เสมอกัน แต่ประชามติที่ผ่านมาไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงการใช้เสียงประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้อำนาจตัวเอง แต่เสียงประชาชนไม่สะท้อนความเป็นจริงเพราะไม่ได้เปิดอย่างฟรีและแฟร์

ผลของประชามติ มีผู้ออกใช้สิทธิ 55% สัดส่วนรับต่อไม่รับคือ 60:40 ไม่ค่อยต่างจากปี 2550 แต่ถ้าคิดจากฐานประชากรทั้งประเทศ มีจำนวนเพียง 30% ของประชาชนทั้งประเทศ และเหตุผลที่คน 16 ล้านคนรับร่าง คิดว่า คนจำนวนมากอยากเลือกตั้งให้เข้าสู่ระบบปกติ นักการเมืองท้องถิ่นอยากเลือกตั้งเร็ว ซึ่งเป็นความเหนื่อยหน่ายของประชาชนที่ผ่านการต่อสู้มายาวนาน ยกตัวอย่างฝรั่งเศสซึ่งต่อสู้กันมานานมาระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐนิยมและกษัตริย์นิยม ทำให้ประชาชนจำนวนมากลงคะแนนรับ หลุยส์ นโปเลียน โบนาปาร์ต เป็นผู้ปกครอง ทั้งที่คนฝรั่งเศสฉลาดมาก นั่นเป็นคนฝรั่งเศสช่วงนั้นคือ “ชาวฝรั่งเศสที่อ่อนล้า” และยินดีที่จะให้เผด็จการยึดครองเพื่อความสงบ

เรื่องอนาคต จะพูดถึง 4 อย่าง คือ
1. รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งกำหนดวิธีการแก้ไว้ยากมาก ยืนยันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก และไม่มีทางแก้ได้ในทางปฏิบัติ ถ้ามีคนอยากแก้แต่แก้ไม่ได้ในความเป็นจริงก็จะเกิดวิกฤต

“กระบวนการไม่อนุญาตให้แก้ก็ต้องแก้นอกกระบวนการรัฐธรรมนูญ มันต้องถูกฉีกแน่นอน ไม่รู้เมื่อไร เหลือแต่ว่าจะถูกฉีกโดยกองทัพ หรือมือและตีนของประชาชน ซึ่งอย่างหลังยังไม่เคยเกิดขึ้น”

2. ความขัดแย้ง จากความขัดแย้งในรูปกฎหมายจะกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ที่ผ่านมาเราเถียงกันในเชิงประเด็นทางกฎหมายกันเยอะมาก แต่ผลจากรัฐธรรมนูญใหม่ทำให้เราไม่ได้เถียงในเชิงกฎหมายเพราะรัฐธรรมนูญใหม่เขียนเอาไว้หมดแล้ว มันจะกลายเป็นการยกระดับให้กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองแทน พลังของกฎหมายจะแก้ปัญหาไม่ได้อีกต่อไป เมื่อก่อนสู้ในกรอบรัฐธรรมนูญแต่อนาคตจะไม่อยู่ในกรอบแล้วเพราะกรอบไม่อนุญาตให้สู้ ความขัดแย้งว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จะหายไป จะกลายเป็นความชอบธรรมของระบอบการปกครองแทน

3. ขบวนการหรือพลังทางการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยจะเปลี่ยนรูปมากขึ้น จะไม่ผูกกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่กระจายเป็นเน็ตเวิร์ก มีความแตกต่างหลากหลายแต่มีจุดร่วมกันคือ อยากให้เป็นประชาธิปไตยเสียที

4. เราจะเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่ และเกิดขึ้นอย่างไร การเปลี่ยนผ่านของประเทศต่างๆ มีสองแบบ คือ ปฏิรูปกับปฏิวัติ การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ผู้ทรงอำนาจเผด็จการในเวลานั้นต้องยินยอมให้เปลี่ยนแล้วนำสู่การเจรจา ส่วนการปฏิวัติเกิดจากฝ่ายเผด็จการกดขี่ปราบปรามหนักขึ้นๆ ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนก็เปลี่ยนทั้งกระดานกรณีของไทยตอบไม่ได้ว่าจะเป็นเช่นไร จะเป็นปฏิรูปหรือปฏิวัติ ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในเวลานี้ว่าจะมีสายตายาวแค่ไหน

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.