วิชา มธ.111 เปิดบรรยายสาธารณะ - ธำรงศักดิ์ ล้มทฤษฎี ไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตย ทหารเป็นนายกฯ 65.5% ตลอดอายุประชาธิปไตยไทย ถอดสูตรเก่า-ความฉลาดใหม่ทหารไทย

ธำรงศักดิ์ - การล้มความคิดเดิมของรูปแบบรัฐไทยที่ทุกคนเชื่อ โดยกล่าวว่า เราถูกบรรจุในซอฟต์แวร์ว่า รัฐไทยคือรัฐประชาธิปไตยที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 และเรายังมีซอฟต์แวร์อีกตัวหนึ่งในหัวของเราซึ่งเป็นผลงานสำคัญของโลกตะวันตกที่ศึกษาคณะรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของไทยแล้วเรียกรัฐไทยว่าเป็นรัฐราชการ ราชการเป็นใหญ่ ทั้งสองสิ่งไปด้วยกันได้อย่างไรก็ยังน่าแปลกใจ อย่างไรก็ตาม วันนี้จะขอล้มซอฟต์แวร์ทั้งสองตัวนั้นแล้วนำเสนอใหม่ว่า รัฐไทยเป็นรัฐทหาร (military state) ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐสมบูรณาญาสิทธราชย์เริ่มสร้างตนเอง โดยมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างสถาบันการศึกษาที่สำคัญที่สุดแห่งแรกคือ โรงเรียนนายร้อยทหารบก เป็นโรงเรียนการศึกษาขั้นสูงที่ก่อตั้งก่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกือบ 3 ทศวรรษ ฐานกองทัพจึงเป็นฐานสำคัญของการเมืองสมัยใหม่ และผ่านไปเพียง 25 ปีก็พบว่าทหารลุกขึ้นมาจะเปลี่ยนระบอบ นั่นคือ กบฏยังเติร์กหรือกบฏหมอเหล็ง และต่อมาก็ทำการปฏิวัติปี 2475 ทหารกลายเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสังคมไทยเข้าสุ่ยุคใหม่
คณะราษฎรมีสมาชิก 102 คนโดยครึ่งหนึ่งเป็นทหาร ครึ่งหนึ่งเป็นพลเรือน ตัวบุคคลที่สำคัญสุดคือ หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ในรอบ 84 ปีที่ผ่านมา ขอแบ่งออกเป็นสามช่วงคือ ช่วง 41 ปีแรก ระหว่างปี 2475-2516 เรามีนายกฯ ที่เป็นทหารอยู่ 4 คน คือ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกฯ เกือบ 6 ปี จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกฯ 15 ปี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกฯ 5 ปี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ 11 ปี รวมแล้วทหารเป็นนายกฯ 37 ปี แล้วยังมีนายกฯ ตัวแทนของคณะยึดอำนาจคือ ควง อภัยวงศ์ และ พจน์ สารสิน อีก 2 ปี เหลือเวลาแย่งชิงกันของพรรคการเมือง 3 ปี เรียกได้ว่ายุคนี้เป็นรัฐทหารสมบูรณ์แบบ

หลังพลังนักศึกษาล้มรัฐบาลทหารถนอมซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะล้มได้ ในช่วงที่สองนั้นนับตั้งแต่ปี 2517-2533 รวมระยะเวลา 17 ปี เรามีนายกฯ ทหาร 2 คน คือ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกฯ 2 ปีครึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ 8 ปีครึ่ง นายกฯ ตัวแทนคณะยึดอำนาจ คือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ อีก 1 ปี รวมแล้วนายทหารเป็นผู้นำ 12 ปี เหลือเวลาให้การเมืองแบบการเลือกตั้งของพลเรือนแย่งชิงกัน 5 ปี

ช่วงเวลาที่สาม ตั้งแต่ปี 2534-2559 รวมระยะเวลา 26 ปี ในช่วงนี้มีนายพล 3 คนเป็นนายกฯ คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกฯ ได้ 48 วัน ทำสถิติต่ำสุดของกองทัพไทย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ 1 ปีครึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ มาแล้ว 2 ปี 3 เดือนและอาจจะอยู่นิรันดร อันนี้เป็นเรื่องตามใจท่าน นอกจากนี้ยังมีนายกฯ ที่คณะรัฐประหารตั้งมาคือ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ อยู่ 1 ปีครึ่ง รวมแล้วทหารรวมกับอานันท์อยู่ได้ 5 ปี แปลว่าช่วงนี้เจอผู้นำทหารน้อยมาก มาแล้วไปเร็ว เรามีเวลา 21 ปีที่พรรคการเมืองต่างๆ จะแข่งขันกันเป็นรัฐบาล และในช่วงนี้ก็มีนายกฯ พลเรือนจำนวนมาก แต่เราแทบจดจำอะไรเขาไม่ได้เลยนอกจากความรักและความเกลียด

“นักการเมืองไทยถูกทำให้ไม่เป็นที่จดจำ ถูกทำให้เป็นมนุษย์ที่ไร้ตัวตน เป็นบุคคลที่ถูกทำให้มีแต่ภาพด้านลบ”
รวมเวลาของเส้นทางประชาธิปไตยทั้งหมด 84 ปี มีนายกฯ เป็นทหาร 9 คน ตัวแทนทหาร 4 คน ใน 13 คนนี้รวมเวลาปกครอง 55 ปี คิดเป็น 65.5% ของชีวิตประชาธิปไตย ในขณะที่ 29 ปีที่เหลือที่มีนายกฯ พลเรือนก็ขาดวิ่นเป็นช่วงๆ
ช่วงมีนายกฯ พลเรือนดูเหมือนบ้านเมืองวุ่นวาย พอมีนายกฯ ทหารบ้านเมืองดูสงบราบคาบ อะไรคือสิ่งที่ทำให้รัฐทหารของไทยเสถียรและมั่นคงมาก ขอชี้ให้เห็นถึงวิธีการทางอำนาจทหารที่ใช้ในการเข้าสู่อำนาจและรักษาอำนาจ นั่นคือ
1. การรัฐประหารหรือยึดอำนาจ ใน 84 ปีมีการรัฐประหารทั้งหมด 13 ครั้ง เฉลี่ย 6 ปีครึ่งมีการยึดอำนาจ 1 ครั้ง โดยเฉพาะครึ่งหลังช่วงระหว่างปี 2516-ปัจจุบัน รวมเวลา 43 ปีมีรัฐประหารเกิดขึ้น 5 ครั้ง เฉลี่ยแล้ว 8 ปีต่อครั้ง

โดยรูปแบบที่ผ่านมาเมื่อยึดอำนาจแล้วทหารจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในช่วง 2-3 ปีแรก แต่ช่วงสฤษดิ์และถนอมใช้อำนาจเบ็ดเสร็จนานถึง 10 ปี รัฐทหารไทยเติบโตมาพร้อมกับการปฏิวัติ 2475 ดังนั้น รัฐทหารไทยจึงไม่อาจปฏิเสธข้ออ้างการสร้างประชาธิปไตยได้ รัฐทหารจะกระชับอำนาจอย่างเต็มที่ 2-3 ปีแล้วจะคลายตัวให้คนอื่นมามีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ในช่วงปลายๆ ก็จะเริ่มต้นล้มอำนาจรัฐบาลพลเรือนแล้วกระชับอำนาจใหม่

“มันคือพฤติกรรมที่ปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นแนวทฤษฎีของการเมืองไทยได้เลย นี่เป็นการอธิบายว่า ท่านอยู่กับอะไร จะได้ไม่เพ้อฝัน และสิ่งนี้ในทางการเมืองเราเรียกว่า วงจรอุบาทว์ ทหารจะต้องกระชับอำนาจของตนเองเป็นระยะๆ”
เวลากระชับอำนาจครั้งหนึ่งทหารจะได้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นการบำรุงบำเรอให้ทหารมีความสุขในหน่วย

2. รัฐทหารต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ ขึ้นมา ตอนนี้กำลังอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อไปสู่รัฐธรรมนูญถาวร ซึ่งเป็นวิธีการรักษาอำนาจอย่างมีจังหวะจะโคน ในยุคของจอมพลสฤษดิ์และถนอม ใช้การสร้างรัฐธรรมนูญกันถึง 10 ปี วิธีการง่ายมาก เนื่องจากพลเรือนนั้นชอบเถียงกันทุกถ้อยคำ ทหารปล่อยให้เถียงเต็มที่ เถียงอยู่ 10 ปีแล้วพอรัฐธรรมนูญจะออก ทหารจะบอกว่าต้องการอะไร ที่เถียงกันมาทิ้งหมด เมื่อเทียบกับปัจจุบัน วิธีการหนึ่งที่เห็นว่าใหม่และเพิ่มเติมขึ้นมา คือ คณะทหารแต่งตั้งคน 2 กลุ่ม คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เราแทบไม่เคยรู้เรื่องของ สนช. เพราะมีสภาอีกอัน คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ตั้งพลเรือนฝีปากกล้าอยู่ในนี้เพื่อให้เป็นเป้า ขณะที่ สนช.ไม่มีใครสนใจแต่มีอำนาจจริงและจะสแตมป์ทุกอย่างเพื่อรับรองอำนาจทหาร นี่เป็นกลยุทธ์ใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาได้

วิธีที่ทหารใช้ในครั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วแท้งโดยไม่มีปัญหาใด ร่างฉบับที่สองของมีชัย ฤชุพันธุ์ ก่อนร่างจะเสร็จได้มีข้อเสนอของคณะทหาร 3 ข้อ หนึ่งในนั้นคือให้ ส.ว.มี 250 คนและให้แต่งตั้งผู้นำเหล่าทัพเข้าไปอยู่ในนั้นโดยตำแหน่ง ถามว่าทำไมไม่เสนอตั้งแต่ฉบับแรก นี่คือยุทธวิธี “อยากได้อะไรเอาไว้ตอนท้าย” ตอนประชามติก็มีคำถามพ่วงท้าย มันเป็นจังหวะค่อยๆ ใส่ทีละเล็กน้อย

“การสร้างรัฐธรรมนูญถาวรเป็นการรักษาอำนาจในแง่ของเวลา ยุทธวิธีพวกนี้เขาใช้มาตั้งนานแล้ว เพราะคณะทหารนั้นเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วไม่เคยบอกว่าตนเองจะจบจากอำนาจเมื่อไร แต่รัฐสภาของพลเรือนนั้นชัดเจนว่ามีอายุ 4 ปีหรือยุบสภาหรือลาออก แต่ทหารนั้นแล้วแต่จังหวะเวลาและแรงบีบ เรียกว่าอยู่ไปวันๆ แต่อยู่ยาว”

ประเด็นต่อมา ในรัฐธรรมนูญถาวร อะไรคือสิ่งที่ทหารต้องการมากที่สุด 1.ทหารต้องการให้ “ทหารหรือข้าราชการประจำเป็นนายกฯ ได้” ส่วนคณะรัฐมนตรี ช่วงจังหวะใดที่ตั้งเพื่อนทหารมาเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ก็จะยอมคุมแค่นายกฯ และจะแจกจ่ายตำแหน่งรัฐมนตรีให้ข้าราชการเกษียณทั่วไป จากนั้นค่อยปรับให้ทหารจากเหล่าต่างๆ มาเป็นรัฐมนตรี นี่คือ พรรคการเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศคือ พรรคทหาร ที่มีฐานจากภาษีทุกท่าน 2. ทหารแบ่งสภาเป็นสองส่วน วุฒิสภานั้นต้องการให้ทหารข้าราชการประจำเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ รัฐธรรมนูญก็มีข้อยกเว้นให้ข้าราชการประจำเป็นวุฒิสภาได้ และอยากออกแบบให้วุฒิสภาร่วมอภิปรายและยกมือไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้เพื่อให้วุฒิสภาเป็นหน่วยค้ำจุนสนับสนุนรัฐบาลทหาร
ตอนนี้คำถามพ่วงท้ายประชามติ ทำให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ ได้ด้วย นี่เป็นมิติใหม่มาก ทหารสามารถเพิ่มอำนาจตัวเองเพิ่มขึ้นได้มาก ในส่วน ส.ส. ทหารต้องการให้บางจังหวะทหารสร้างพรรคการเมืองของตนเองขึ้นมาโดย ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อลงเล่นในสนามการเลือกตั้งได้ เช่น จอมพล ป.ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา, จอมพลถนอมสร้างพรรคสหประชาไทย อีกวิธีคือตั้งพรรคการเมืองที่ไม่มีทหารแต่มีเครือข่ายทหารเป็นผู้นำ หรืออีกวิธีคือ ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ไม่มีใครกุมเสียงสภาได้เลย ทำให้ต้องยก ผบ.ทบ.ขึ้นเป็นนายกฯ เหตุการณ์นี้เกิดในทศวรรษ 2520 ส่วนในกระบวนการเลือกตั้ง มุ่งเน้นกำจัด ส.ส.และพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามทหาร ในการเลือกตั้งปี 2495 ตอนนั้นทหารให้เลือกตั้งได้แต่มีข้อห้ามคือ 1.ห้ามปราศรัยหาเสียง 2.ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มันก็เหมือนกับประชามติที่ห้ามรณรงค์ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาทำมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2495 และต่อมา ทำให้พรรคต่างๆ ไม่มีพละกำลังต่อรอง ทำให้ทหารคุมทั้งวุฒิสภา และคุม ส.ส.ซึ่งเสียงแตก และรัฐบาลในท้ายสุดก็เป็นรัฐบาลทหาร

อีกจุดหนึ่งที่คิดค้นในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จมาก คือ องค์กรอิสระจากฝ่ายการเมือง ทหารสามารถใช้องค์กรเหล่านี้คุมรัฐบาลพลเรือนได้อย่างดี

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.