เอฟทีเอว็อทช์ ประกาศเดินหน้าตรวจสอบรัฐเข้มข้นหลังทราบผลประชามติ ชี้รัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล

น.ส. กรรณิการ์ กิจติเวชชกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายเอฟทีเอว็อทช์เผยว่า เครือข่ายฯ ยอมรับผลการลงประชามติ แม้จะเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เปิดกว้าง แต่เครือข่ายจะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบภาครัฐเนื่องจากเห็นว่าสภาพการเมืองและเศรษฐกิจขณะนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างทุนรัฐและทหาร อีกทั้งรัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล

“หากก่อนหน้านี้ใครบอกว่า รัฐบาลทักษิณเจรจาเอฟทีเอแบบไม่สนใจใคร จนผลได้กระจุกในกลุ่มทุนใกล้ชิดรัฐบาล แต่ผลเสียกระจาย สิ่งเหล่านี้ จะหวนกลับมาอีกครั้ง หลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้” แถลงการณ์ของเอฟทีเอว็อทช์ระบุ และชี้ว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญในส่วนของการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ล้าหลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยดึงอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ตัดการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ตัดเนื้อหาเชิงกระบวนการประชาธิปไตย นั่นคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นยังเปลี่ยนการเยียวยาที่รวดเร็ว เหมาะสม เป็นธรรม เป็นแค่การเยียวยาเท่าที่จำเป็นโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น นอกจากนี้ เดิมจะต้องมีงานวิจัยรองรับการเจรจา แต่เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนก่อนการเจรจาและไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่รัฐสภาเพื่อพิจารณากรอบการเจรจา งานวิจัยจึงอาจจะถูกตัดทิ้งไปในที่สุด

เอฟทีเอว็อทช์ ยังเห็นว่า ที่ผ่านมา หลายฝ่ายทั้งรัฐและภาคเอกชนต่างมีความพยายามผลักดันให้ตัดขั้นตอนธรรมาภิบาลออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่มาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหลักกฎหมายที่วางรากฐานกระบวนการการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ดี แต่ขณะเดียวกัน มาตรานี้ ก็ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม และดูเหมือนผู้มีอำนาจปัจจุบันจะมองเห็นเพียงประโยชน์อย่างหลัง ณ นาทีนี้ กระบวนการที่ดีและมีธรรมาภิบาลและเป็นประชาธิปไตยจึงถูกกำจัดทิ้ง

สำหรับท่าทีจากทางรัฐบาล หลังทราบผลการลงประชามติ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่าพอใจผลการลงประชามติ แต่หลังจากนี้ จะต้องเรียกประชุมฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปคือ การทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนจากปี 2560 ไปเป็นปี 2561 แต่คิดว่าน่าจะไม่เป็นปัญหา เพราะรัฐบาลยังคงพยายามเดินหน้าให้เป็นไปตามโรดแมป


แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.