ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หลังเลือกตั้ง
ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หลังเลือกตั้ง
แม้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากสองพรรคใหญ่ในปีนี้จะมีนโยบายหาเสียงสุดโต่งในบางเรื่อง แต่อดีตรัฐมนตรีและนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมองว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย.จะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
นายลีออน พาเน็ตตา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ เปิดเผยกับบีบีซีว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าสนใจ แต่ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับนโยบายต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างตระหนักดีทั้งสองฝ่าย
แม้พรรครีพับลิกันจะโจมตีประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าเป็นผู้ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียบทบาทผู้นำโลก ขณะที่พรรคเดโมแครตมองว่านางฮิลลารี คลินตัน น่าจะมีนโยบายเชิงรุกมากกว่านี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศมากนัก เพราะทั้งสองฝ่ายจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกรณีอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งต้องใช้จ่ายงบประมาณและกำลังพลชาวอเมริกันไปเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากรัสเซียซึ่งก้าวเข้ามามีบทบาทนำในการยุติสงครามความขัดแย้งในซีเรีย เช่นเดียวกับจีนซึ่งมีความรุดหน้าทางเศรษฐกิจทัดเทียมสหรัฐฯ ในเวลาอันรวดเร็ว และเห็นได้ชัดว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคมหาอำนาจแบบพหุนิยม การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางการทหารจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนในอนาคต
ในกรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เขาประกาศชัดเจนว่าจะไม่นำพาสหรัฐฯ เข้าร่วมในสงครามต่างแดน ขณะที่คลินตันยืนยันว่าจะไม่มีการยกระดับทางทหารครั้งใหญ่ในซีเรียเป็นอันขาด ท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ได้ว่านโยบายต่างประเทศของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งคู่จะไม่แตกต่างจากยุคโอบามามากนัก
นอกจากนี้ นายโอบามายังสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าเขาเป็นผู้นำทหารอเมริกัน กลับจากสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมถึงพยายามควบคุมไม่ให้สหรัฐฯ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในลิเบียและซีเรียได้สำเร็จ
ในกรณีของนโยบายการค้าต่างประเทศ แม้นางคลินตันจะประกาศสนับสนุนเขตการค้าเสรี แต่สมาชิกพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และสมาชิกพรรคเดโมแครตเหล่านั้นได้หันไปร่วมมือกับสมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งจะทำให้นางคลินตันต้องเผชิญกับการตรวจสอบและทัดทานอย่างเข้มงวดในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศในอนาคต
ส่วนกรณีที่นายทรัมป์ประกาศว่าหากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีจะควบคุมเรื่องการค้ากับต่างประเทศ แต่นายคาร์ลอส จิเมเนซ นายกเทศมนตรีนครไมอามี รัฐฟลอริดา สังกัดพรรครีพับลิกัน มองว่านโยบายของนายทรัมป์ไม่มีทางเป็นไปได้ง่ายดายนัก และข้อดีของสหรัฐฯ คือการเป็นประเทศที่มีขั้วอำนาจหลากหลาย และไม่มีใครเป็นผู้ที่จะตัดสินชี้ขาดได้เพียงลำพัง นายจิเมเนซย้ำด้วยว่าการตั้งกำแพงการค้าเพื่อกีดกันทุนจากต่างประเทศจะไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะในกรณีของไมอามีที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาแหล่งทุนและเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศเป็นหลัก #USElection#DonaldTrump #HillaryClinton #Trump2016 #Hillary2016
บีบีซีไทย - BBC Thai

แสดงความคิดเห็น