บีบีซีไทย - BBC Thai

หลังเหตุการณ์อุกกาบาตถล่มโลกจนไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ระบบนิเวศซีกโลกใต้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า

ผลการศึกษาฟอสซิลใบไม้โบราณที่พบในแถบคาบสมุทรพาตาโกเนียของอเมริกาใต้ ชี้ว่าหลังเหตุการณ์อุกกาบาตขนาดยักษ์พุ่งเข้าชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อนจนระบบนิเวศได้รับความเสียหายอย่างหนักและไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปนั้น พื้นที่ซีกโลกใต้ยังสามารถเป็นแหล่งพักพิงอาศัยให้กับพืชและสัตว์ที่ยังหลงเหลืออยู่ และฟื้นตัวคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ในระดับเดียวกับก่อนเกิดเหตุได้เร็วกว่าพื้นที่ซีกโลกเหนือหลายล้านปี

มีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Nature Ecology & Evolution โดยศาสตราจารย์ไมเคิล โดโนแวน หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตทของสหรัฐฯ ระบุว่า หลังเกิดเหตุอุกกาบาตยักษ์ชนโลกซึ่งทิ้งร่องรอยเป็นปล่องขนาดใหญ่ไว้ที่คาบสมุทรยูคาตันของเม็กซิโกในปัจจุบัน พื้นที่ซีกโลกเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบอเมริกาเหนือทางตะวันตกทุกวันนี้ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และต้องใช้เวลาถึง 9 ล้านปี กว่าที่ระบบนิเวศจะฟิ้นกลับคืนมาใหม่

ในขณะที่ทางซีกโลกใต้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลจากจุดที่อุกกาบาตพุ่งชน ได้รับผลกระทบน้อยกว่า และใช้เวลาในการฟื้นคืนระบบนิเวศกลับมาสู่สภาพปกติเพียง 4 ล้านปีเท่านั้น แม้ในตอนแรกจะเกิดการสูญพันธุ์ของแมลงเช่นเดียวกับซีกโลกเหนือก็ตาม

นักวิจัยทราบถึงข้อมูลดังกล่าว ด้วยการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากแมลงบนฟอสซิลใบไม้โบราณจากหลายช่วงเวลา ซึ่งข้อมูลจากฟอสซิลใบไม้ที่พบในซีกโลกใต้ รวมทั้งฟอสซิลของแพลงก์ตอนและเกสรดอกไม้ ต่างชี้ถึงการที่แมลงเริ่มกลับมาขยายพันธุ์และฟื้นคืนสู่การดำรงชีวิตร่วมกับพืชพรรณต่าง ๆ ได้ตามปกติ ภายในระยะเวลาราว 4 ล้านปีเท่านั้น

ภาพประกอบ: กะโหลกศีรษะของไดโนเสาร์ "ทริสตัน" สายพันธุ์ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ ซึ่งขุดค้นพบที่รัฐมอนแทนาของสหรัฐฯ เมื่อปี 2012 คาดว่าทริสตันมีชีวิตอยู่เมื่อราว 66 ล้านปีก่อน และมีขนาดลำตัวยาวถึง 12 เมตร

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.