9 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาผู้สันทัดด้านเศรษฐกิจต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบที่อาจเกิด ขึ้นกับประเทศไทย ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ดังนี้
# แบงก์ชาติจับตา‘ค่าเงินบาท’
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ น่าจะส่งผลให้ตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่ง ธปท.จะติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ ธปท.อยากส่งสัญญาให้ภาคเอกชนหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจว่าสัญญาณ นโยบายของสหรัฐที่จะออกมาจะส่งผลต่อตลาดมากขึ้นในระยะต่อไป
‘การเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ผันผวนขึ้นพอสมควร ขณะเดียวกันค่าเงินบาทก็มีการปรับตัวรับการเลือกตั้งมากขึ้นหลังรับรู้ผลการ เลือกตั้งเบื้องต้น’ นายจาตุรงค์ กล่าว
# ฟันธงราคา‘น้ำมันโลก’ถูกลง
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ จะทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงอย่างแน่นอน เพราะนโยบายของ ทรัมป์ คือ การสนับสนุนการลดภาษีเพื่อให้เกิดการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งกรณีดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนสำรวจขุดเจาะน้ำมัน มีการขยายการลงทุนเพิ่มเติมขึ้นจากปัจจุบันที่ชะลอการลงทุน และที่สำคัญ ทรัมป์ ต่อต้านการลงทุนในการผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสำรวจขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐกลับมาคึกคักอีกรอบ
นายมนูญ กล่าวอีกว่า กรณีที่หลายฝ่ายมองว่าราคาน้ำมัน จะดีดตัวขึ้นหาก ทรัมป์ เป็นผู้นำสหรัฐนั้น บรรดานักวิเคราะห์ด้านตลาดน้ำมันทั่วโลกก็ยังมองตรงกันว่าในไตรมาส 1 ปี 2560 ราคาน้ำมันตลาดโลกอาจจะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปีนี้ก็เคลื่อนไหวที่ระดับ 45-50 เหรียญฯ ซึ่งหากราคาดีดตัวไปที่ 55 เหรียญฯ ก็ยังถือว่าเป็นการดีดตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การประชุมผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ ด้วยเช่นกันว่าผู้ผลิตกลุ่มนี้จะยอมลดกำลังการผลิตลงหรือไม่ หากโอเปกนำร่องลดผลิตน้ำมันลง โดยโอเปกจะนำผลสรุปของผู้ผลิตนอกโอเปกและข้อสรุปของโอเปก ไปประชุมในขั้นตอนสุดท้ายวันที่ 30 พ.ย.นี้ จึงจะทราบว่าโอเปกจะมีทิศทางการผลิตน้ำมันป้อนตลาดโลกอย่างไร
# ความต้องการใช้น้ำมันโลกเพิ่ม ดันราคาขยับขึ้น
นายขจรชัย ผดุงศุภไสย รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า การชนะผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของพรรครีพับลิกัน จะส่งผลให้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยจะมุ่งเน้นการดูแลธุรกิจในประเทศมากกว่านอกประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าสหรัฐมากขึ้น ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
ดังนั้น นโยบายของพรรครีพับลิกัน น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันภายในสหรัฐเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันของโลกเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้นตามไปด้วย แต่จะเพิ่มขึ้นระดับใดนั้น ยังขึ้นอยู่กับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคต
# สภาอุตฯจับตานโยบาย‘ทรัมป์’ของจริง หรือขายฝัน
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า จากนี้ไปคงต้องติดตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ อย่างใกล้ชิดว่าจะมีการดำเนินในเรื่องใดที่มีความชัดเจนบ้างตามนโยบายที่ ประกาศหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายด้านความมั่นคง ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่น และการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนตัวประเมินเบื้องต้นว่านโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐภายใต้การ นำของรัฐบาลชุดใหม่นั้นไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังไปได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนโยบายความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) เชื่อว่าสหรัฐคงจะประกาศยกเลิกในที่สุด ซึ่งน่าจะส่งผลที่เป็นกลางต่อการค้าและการส่งออกของไทยไม่ได้ไม่เสีย เพราะผู้ประกอบการส่งออกของไทยได้มีการปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกมาแล้วพอ สมควร โดยการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอา เซียน เพื่อกระจายความเสี่ยง ผิดจากก่อนหน้านี้ที่หากมีข้อตกลงทีพีพีอยู่และไทยเข้าร่วม เราต้องมานั่งทบทวนข้อเสียที่มีต่อประเทศไทยว่ามีอะไรบ้าง แต่หากมีข้อตกลงทีพีพีแล้วไทยไม่เข้าร่วมก็อาจจะยิ่งส่งผลเสียมากกว่า
# ผู้ส่งออกเชื่อส่งผลดีต่อไทยระยะยาว
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การที่พรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ โดยในระยะสั้นปีหน้า การส่งออกของไทยมีโอกาสติดลบในกรอบ 0 ถึง -1% จากเดิมคาดการณ์การส่งออกอยู่ในกรอบ 0 ถึง 1% แต่หาก โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้เร็วและชัดเจน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว และส่งผลดีต่อการส่งออกไทยในช่วยไตรมาส 3-4 ของปีหน้าให้กลับมาขยายตัวเป็นบวกได้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในสหรัฐ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว หรือทำให้เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้เร็วสุดภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หรืออย่างช้า 3 -5 ปี แม้ว่านโยบายของพรรครีพับลิกัน จะเน้นการดูแลเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก และมีผลต่อมาตรการกีดกันทางการค้า แต่คงไม่ถึงขั้นเลวร้าย เพราะเวทีการค้าโลกต้องอาศัยผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ในส่วนของผู้ส่งออกไทย จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น โดยจะต้องบริหารอัตราแลกเปลี่ยนและทำข้อตกลงทางการค้าให้ชัดเจน รักษาตลาดเดิม และหาตลาดใหม่ รวมถึงใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อบริหารต้นทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

แสดงความคิดเห็น