
จับตาความสัมพันธ์พม่า-ญี่ปุ่น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ไทยไม่อาจมองข้าม!!!
จับตาความสัมพันธ์พม่า-ญี่ปุ่น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ไทยไม่อาจมองข้าม!!!
ในขณะที่ประเทศไทยในช่วงหลายปีมานี้กำลังติดหล่มอยู่กับปัญหาทางการเมืองภายใน การรัฐประหาร ปฏิรูปประเทศ รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน การส่งออก และราคาสินค้าเกษตร ประเทศพม่าซึ่งในความคิดของคนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังมองว่าเป็นประเทศที่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อไม่กี่ปีมานี้เท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วพม่ากับไทยถือเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค และวันนี้พม่ากำลังดำเนินเกมทางการต่างประเทศ การเมือง โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ประเทศไทยไม่อาจละสายตาได้เลย
ล่าสุดนางอองซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศ และที่ปรึกษาแห่งรัฐพม่า ได้เดินทางไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเป็นระยะเวลา 5 วัน โดยเดินทางถึงญี่ปุ่นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยทางการพม่าระบุว่าการเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสานสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศ คาดหวังให้มีการเพิ่มการลงทุน ความร่วมมือทางด้านการค้า และสันติภาพ
นับตั้งแต่นางอองซาน ซูจีเข้ามารับตำแหน่ง รัฐมนตรีต่างประเทศ เธอได้เดินทางไปเยือนหลายประเทศ เริ่มต้นจากประเทศลาว ที่ประชุมอาเซียน ไทย จีน อังกฤษ อเมริกา และอินเดีย ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของพม่าไปอย่างชัดเจน ซึ่งแม้จะมีการเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ แต่เชื่อกันว่านโยบายต่างประเทศของพม่าในยุคใหม่นี้จะไม่ยึดถือและพึ่งพาใครเป็นพิเศษอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือเมริกา
หากมองจากมุมมองทางยุทธศาสตร์แล้วประเทศมหาอำนาจที่ตอนนี้กำลังมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในประเทศพม่าก็คงหนีไม่พ้น จีน อเมริกา และอินเดีย ซึ่งดูเหมือนว่านโยบายต่างประเทศของพม่าในวันนี้จะทำให้เกิดการคานอำนาจระหว่างมหาอำนาจทั้ง 3 ได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่น่าจับตามองมากไปกว่านั้นก็คือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยรัฐบาลพม่าในแผนเศรษฐกิจในอนาคต และการปฏิรูปประเทศในระยะยาว โดยปัจจุบันรัฐบาลโตเกียวก็เข้ามาสนับสนุนการเจรจาสันติภาพในพม่า และสนับสนุนด้านการเงินอีกด้วย
มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมานี้รัฐบาลญี่ปุ่น และเอกชนญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าเป็นมูลค่ามหาศาลมาก โดยทางการญี่ปุ่นก็ประกาศอย่างชัดเจนว่ากำลังร่วมมือกับรัฐบาลพม่าในการพัฒนาในเขตเมืองต่างๆโดยเฉพาะย่างกุ้ง จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการเยือกญี่ปุ่นของนางซูจีครั้งนี้ เป้าหมายหลักคือ “เศรษฐกิจ” ล้วนๆ

ปัจจุบันรัฐบาลพม่ามีการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ(Thilawa special economic zone) บริเวณชานเมืองย่างกุ้งเพื่อเปิดรับการลงทุน ซึ่งประเทศที่เป็นผู้สนับสนุนและลงทุนรายใหญ่ที่สุดก็คือญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามแผนการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและพม่านั้น มีมากกว่าการร่วมพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทิลาวา(Thilawa special economic zone) อย่างแน่นอน โดยรัฐบาลโตเกียววางแผนจะให้พม่าเป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้ โดยจะมีการย้ายฐานการผลิตจากไทยและเวียดนาม ไปยังพม่า!!!
มีแหล่งข่าวระบุว่าบริษัทยานยนต์แรกที่จะเข้าไปยังพม่าก็คือ ซูซุกิ ตามด้วยนิสสัน และโตโยต้า
นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังจะสร้างความร่วมมือเพิ่มเติมกับพม่าในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ลดความยากจน สร้างการศึกษา และพัฒนาฝีมือแรงงานด้านต่างๆอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการร่วมมือทางการพัฒนาอย่างครบวงจร
อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยเองก็ถือได้ว่าพึ่งพาญี่ปุ่นอยู่มาก หากแผนเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนของญี่ปุ่นเปลี่ยนไปพุ่งเป้าที่พม่า แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาพม่ามีการพัฒนาประเทศในเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ ระดับการเติบโต GDP ของพม่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทยเรากำลังติดหล่มปัญหาภายในทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ
อย่าลืมว่าในวันนี้ วันที่พม่ากำลังเป็นประเทศเนื้อหอมมาแรงในการลงทุน และเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น ที่กำลังต้องการเพิ่มการลงทุนในพม่า ในทางกลับกันประเทศไทยกลับกำลังติดหล่มปัญหาเดิมๆทั้งการเมือง และเศรษฐกิจที่ไม่เคยก้าวไปไหนเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาของไทยนี้ดูแล้วก็ไม่น่าจะจบไปตามการปฏิรูปประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ด้วย
แน่นอนว่าถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องขำๆอีกแล้ว หากจะบอกว่าในอีกไม่นาน พม่าที่เคยเป็นประเทศที่เรามองว่ายังไม่พัฒนาเท่าไทย อาจจะพัฒนาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศไม่แพ้ หรือก้าวหน้ายิ่งกว่าเรา!!!
source : line > http://www.ispacethailand.org/
แสดงความคิดเห็น