เห็นพันธมิตรฮือต้าน ปปช.ถอนฟ้องคดี 7 ตุลา นอกจากความย้อนแย้ง แก๊สน้ำตา-กระสุนจริง ยังจำได้ไหม หลัง 7 ตุลา 4 วันที่ธันเดอร์โดม คือจุดกำเนิดของสัญลักษณ์ "เสื้อแดง" เกิดจากความไม่พอใจกระแสสื่อกระแสสังคมคนชั้นกลางในเมืองปกป้องพันธมิตรยึดทำเนียบปิดรัฐสภา
เสื้อแดงเกิดขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบท้าทาย 2 มาตรฐาน มือตบ-ตีนตบ เสื้อเหลืองยึดทำเนียบยึดสนามบินล้มรัฐบาล ทำไมเสื้อแดงจะยึดราชประสงค์เรียกร้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ไม่ได้
ได้สิ ได้กระสุนจริงไง ถูกปราบถูกจับถูกดำเนินคดีอย่างไม่ยุติธรรมภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน
ทำไมพรรคเพื่อไทยชนะท่วมท้นในภาคเหนือตอนบนภาคอีสาน ก็เพราะเป็นพื้นที่ที่มีคนมาตาย ณ ราชประสงค์ เพื่อไทยไม่ได้ชนะเพราะจำนำข้าว แต่เพราะมวลชนต้องการทวงอำนาจอธิปไตยและความยุติธรรม
แน่ละทักษิณสั่งนิรโทษสุดซอย แต่ม็อบนกหวีดคลั่งขัดขวางเลือกตั้ง เห็นคนไม่เท่ากัน นั่นคือจุดที่ความแตกแยกความเกลียดชังขึ้นสูงสุด สืบต่อจากปี 53 ซึ่งเป็นจุดแตกที่ไม่มีวันหวนกลับ เมื่อมีการ "ออกใบอนุญาตฆ่า" ฉันทามติให้ใช้กระสุนจริงของคนชั้นกลางชาวกรุง ที่ต่อมาก็ช่วยกัน "บิ๊กคลีนนิ่ง"
(ในข้อสังเกตของผม ปี 53 ยังเป็นจุดสุดท้ายที่คนจะเปลี่ยนจากพันธมิตรสลิ่มมาเห็นใจเสื้อแดงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นแทบไม่เห็นการเปลี่ยนขั้วอีก)
วันนี้ คสช.ทำอะไร คสช.คิดว่าจะใช้อำนาจกดมวลชนไว้แล้วช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้ "ประชารัฐ" เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน เพิ่มตำบลละ 5 ล้าน ฯลฯ
ไม่ได้บอกว่า "จอมปลอม" พวกเขาพยายามทำจริง เพราะยอมให้ประชาชนทวงอำนาจทวงความยุติธรรม กระทบโครงสร้างอำนาจเดิมไม่ได้ แต่นี่คือสิ่งที่อภิสิทธิ์ ประเวศ อานันท์ เคยพยายามทำมาแล้วหลังบิ๊กคลีนนิ่ง
รัฐไทยเคยปราบการลุกฮือของมวลชนสำเร็จมาตลอด ตั้งแต่กบฎผีบุญ กบฎเงี้ยว ถึง 6 ตุลาและ พคท. ครั้งนี้คือความท้าทายว่า คสช. กองทัพ ชนชั้นนำ จะทำได้ไหม ในเมื่อปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าทำไม่ได้ "ผีเสื้อแดง" ก็จะเป็น "ปีศาจ" ที่ตามหลอกหลอนเขย่าโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างไม่เลิกรา

000000

6 ปี "ผีเสื้อแดง"
คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ไชโย ป.ป.ช.ทำท่าจะไม่ถอนฟ้องคดีสลายม็อบพันธมิตรแล้ว “น้องโบว์” ไม่ตายฟรี ฟังรายการวิทยุ พิธีกรสาวตำหนิ ป.ป.ช.ไม่น่าคิดถอนฟ้องเลยเพราะ “ภาพไม่ดี”

อ้าวแล้วคดี 99 ศพล่ะ ไม่มีใครรับฟ้อง สื่อไม่ยักร้องโวยวาย สั่งใช้แก๊สน้ำตาขึ้นศาล สั่งใช้กระสุนจริงยังลอยชาย ไปยืนโอบมาดามแป้ง ไป “ปรองดอง” ปลูกต้นไม้

ถ้าจำกันได้ 2 คดีนี้เกี่ยวกันนะครับ สัญลักษณ์ “เสื้อแดง” เกิดขึ้นในงานความจริงวันนี้ที่ธันเดอร์โดม ซึ่งจัดหลังสลายม็อบ 7 ต.ค.51 เพียง 4 วัน มวลชนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนแห่ไปล้นหลาม เกินความคาดหมายของผู้จัดด้วยซ้ำ ด้วยความไม่พอใจกระแสสังคม กระแสสื่อ ว่าเอียงข้างปกป้องม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบ ปิดรัฐสภา

นับแต่นั้นม็อบเสื้อแดงก็ท้าทาย “มาตรฐาน” ของสังคม ของความยุติธรรมมาตลอด อะไรที่ม็อบเสื้อเหลืองทำได้ ม็อบเสื้อแดงก็ต้องทำได้ คุณใช้มือตบ เราใช้ตีนตบ คุณควงปืนยึดสนามบินได้ ทำไมเรายึดราชประสงค์ไม่ได้

ว่าแล้วก็ตายแหงแก๋ 99 ศพ ติดคุกติดตะรางอีกเป็นพัน จากกระบวนการยุติธรรมภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะที่คดียึดสนามบินยังไม่มีใครรับโทษเลย จะปรองดองอีกแล้ว

ผู้ลากมากดีคงเถียงว่าต่างกัน มันมีชายชุดดำ ซ้ำเผาบ้านเผาเมือง แหม ไปเถียงในศาลดีกว่าไหมครับ ให้ศาลตัดสินว่ากระสุนจริงยิงถูกชายชุดดำหรือยิงถูกชาวบ้านธรรมดา

กระแสสังคมคืออะไร ก็คือความเห็นของสื่อ ผู้มีชื่อเสียง ผู้มีบทบาท นักคิดนักวิชาการ ภาคประชาสังคมต่างๆ พูดอีกอย่างก็คือกระแสของคนชั้นกลางในเมือง ซึ่งเคยมีพลังท่วมท้นยุค 2 นคราประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังพฤษภา 35 ที่คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล

แต่ 2 นคราประชาธิปไตยกลับใช้ไม่ได้ในยุคทักษิณ ซึ่งมีนโยบายส่งตรงถึงคนชนบท คนชั้นล่าง รัฐประหาร 49 ยกร่างรัฐธรรมนูญ 50 แบบป้องกันทุกอย่าง พรรคพลังประชาชนก็ยังชนะ จนถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค นับจากเกิดม็อบพันธมิตรปี 49 คนในสังคมไทยก็ถูกแบ่งเป็น 2 ข้างอย่างมีนัยทางชนชั้น เพียงแต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 49 ผู้ที่เชื่อในเสรีประชาธิปไตยก็แยกตัวออกไปจากคนชั้นกลางเสียงข้างมาก

ท่ามกลางการต่อสู้ คน 2 ขั้วไม่เพียงแต่ไล่ “ทักษิณ-อำมาตย์” หากยังกลายเป็นผู้กระทำและถูกกระทำ จนเกิดแรงผลักต่อกันและกัน เพียงแต่ฝ่ายใดถูกกระทำมากกว่า ก็เห็นๆ อยู่

เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 มีความหมายอย่างไร มันคือจุดแตกหักของความแตกแยก ความเกลียดชัง ที่ยากจะถอยหลังมาเหมือนเดิม ถ้าพูดถึงการแบ่งขั้วแบ่งสี เหตุการณ์ปี 53 ก็เหมือนมีดตัดขาด เหตุนองเลือดทำให้บางคนกลับข้าง หรือเลือกข้างชัดขึ้น แต่หลังจากนั้น เราแทบไม่เห็นการเปลี่ยนข้างอีกเลย

การเลือกตั้งปี 54 พรรคเพื่อไทยกวาดเรียบในภาคอีสานและภาคเหนือตอนบน แปลกใจอะไรหรือ นั่นคือท้องที่ที่มีคนมาตาย ณ ราชประสงค์ นี่ไม่ใช่เรื่องของ “ประชานิยม” จำนำข้าว รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ อะไรทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องของการทวงความยุติธรรม ต่อยอดจากการชุมนุมปี 53 ที่ทวงอำนาจเลือกรัฐบาลในฐานะเสียงข้างมากในอำนาจอธิปไตย

แน่ละรัฐบาลเพื่อไทยทรยศมวลชน “นิรโทษสุดซอย” อันที่จริงเป็นโอกาสปรองดอง อันที่จริงม็อบนกหวีดมีความชอบธรรมที่จะขับไล่ แต่กลับเลยเถิดไปขัดขวางเลือกตั้ง “เห็นคนไม่เท่ากัน” จนความแตกแยกและเกลียดชังขึ้นสูงสุด

คสช.เข้ามารักษาความสงบ ใช้อำนาจสยบทุกฝ่ายไม่ให้เคลื่อนไหว แต่กลายเป็นคืนความสุขให้คนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี ขณะที่คนอีกฝ่าย ขนาดใส่เสื้อแดงวันอาทิตย์ยังไม่ได้

ก็เข้าใจนะครับ กองทัพเห็นว่าไม่มีทางอื่นที่จะรักษาโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย จึงต้องใช้รัฏฐาธิปัตย์กดไว้ พร้อมกับพยายาม “ปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ” ดำเนินนโยบาย “ประชารัฐ” อัดฉีดกองทุนหมู่บ้าน ตำบลละ 5 ล้าน ฯลฯ โดยหวังว่าถ้าแก้ปัญหาปากท้องคนชนบทคนชั้นล่างได้ ก็จะ “ปราบผีเสื้อแดง” ให้ไปผุดไปเกิดเสียที

แต่หลังนองเลือดปี 53 ระหว่างจับกุมคุมขังเสื้อแดงทั่วประเทศ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เคยตั้งหมอประเวศ อานันท์ มาปฏิรูปประเทศ แล้วได้อะไรไหม

รัฐไทยเคยปราบกบฏผีบุญ กบฏเงี้ยว พคท.สำเร็จ แต่คนละยุคสมัยกัน ก็คอยดูว่าถ้าปราศจากความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ อำนาจเท่าเทียม แล้วจะจับผีลงหม้อได้ไหม เพราะถ้าปราบผีไม่ได้ ระวังจะกลายเป็นปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์


source :- FB Atukkit Sawangsuk & http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463652191

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.