
ซูจีเรียกร้องสหรัฐฯ เลิกใช้คำว่า “โรฮิงญา” เรียกมุสลิมในรัฐยะไข่ หลังโดนกลุ่มชาวพุทธกดดัน
ออง ซาน ซูจี เรียกร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ให้สถานทูตสหรัฐฯ เลิกใช้คำว่าโรฮิงญาเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ หลังรัฐบาลถูกเครือข่ายชาวพุทธชาตินิยมกดดันอย่างหนัก ขณะที่แกนนำชาวพุทธเตรียมชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ต่อเนื่อง หากรัฐบาลไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน
สำนักข่าววอยซ์ออฟอเมริกา (VOA) รายงานว่านายอ่อง ลิน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา เข้าพบเจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ โดยระบุว่าต้องการให้สถานทูตสหรัฐฯ เลิกเรียกชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในเมียนมาว่าชาวโรฮิงญา เพราะการใช้คำดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเมียนมา แต่อย่างไรก็ตาม ทางการเมียนมายังไม่ได้ยื่นเรื่องประท้วงอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด
เว็บไซต์เมียนมาไทม์ส รายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเครือข่ายมะบ๊ะต๊ะ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวพุทธที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาตักเตือนสถานทูตสหรัฐอเมริกาในนครย่างกุ้ง ให้ยุติการใช้คำว่าโรฮิงญาเรียกกลุ่มชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา โดยอ้างว่ากลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวเป็นชาวเบงกาลีที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
ก่อนหน้านี้เครือข่ายมะบ๊ะต๊ะแสดงความไม่พอใจที่สถานทูตสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อกลุ่มผู้อพยพชาวมุสลิมจากรัฐยะไข่ ที่เสียชีวิตในเหตุเรือล่มเมื่อเดือน เม.ย. และเครือข่ายมะบ๊ะต๊ะได้เดินขบวนประท้วงใหญ่ครั้งแรกไปยังหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในนครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา
นายทิน วิน แกนนำเครือข่ายมะบ๊ะต๊ะ ประกาศว่าหากรัฐบาลเมียนมาไม่ตักเตือนสถานทูตสหรัฐฯ ทางเครือข่ายจะปักหลักชุมนุมใหญ่หน้าสถานทูตครั้งใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. และในกรณีที่รัฐบาลเมียนมาเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ จะต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณชนด้วย
สำนักข่าววีโอเอรายงานด้วยว่าสถานทูตสหรัฐฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเครือข่ายมะบ๊ะต๊ะ แต่นายสก็อต มาร์เซียล เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา แถลงก่อนหน้านี้ว่าตนจะไม่เลิกใช้คำว่าโรฮิงญา เพราะเป็นเรื่องปกติสำหรับสหรัฐฯ และประชาคมโลกที่จะต้องยอมรับการตัดสินใจของกลุ่มชนต่างๆ ว่าจะเรียกตนเองว่าอย่างไร ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดด้วยเหตุผลทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาจะดีขึ้น เมื่อพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งนำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ แต่รัฐบาลพรรคเอ็นแอลดียังไม่มีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญาแต่อย่างใด
ขณะที่ผู้แทนพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเมียนมา เรียกร้องมาตลอดว่ารัฐบาลเมียนมาต้องรับรองสถานะพลเมืองให้แก่ชาวโรฮิงญา หลังอดีตรัฐบาลทหารพม่ายกเลิกการรับรองสิทธิชาวโรฮิงญาในฐานะพลเมืองเมื่อ พ.ศ.2525 ทำให้ชาวโรฮิงญากลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ไม่มีสิทธิ์ศึกษาเล่าเรียน และไม่สามารถใช้บริการด้านต่างๆ ของรัฐได้ ทั้งยังไม่สามารถเดินทางย้ายถิ่นได้อย่างอิสระ
แสดงความคิดเห็น