เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม( CSE)
Posted: 18 Jan 2017 10:52 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
อีกก้าวหนึ่งของคนเชียงใหม่ที่ จะ “จัดการตนเอง(self determination)”ก็คือการจัดตั้ งบริษัทเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่ อสังคม จำกัด หรือในภาคภาษาอังกฤษว่า Chiang Mai Social Enterprise (ในบทความนี้ผมจะเรียกย่อๆว่า CSE) ซึ่งได้จดทะเบียนอย่างถูกต้ องตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ ว โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคื อการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมและเรื้ อรังของเชียงใหม่ที่เกิดขึ้ นมาอย่างยาวนานหลายๆปั ญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปั ญหาหมอกควันที่สร้างความเสี ยหายต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิ จของเชียงใหม่อย่างมหาศาล
คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise (SE) ประกอบด้วย Enterprise คือ การประกอบการหรือ วิสาหกิจ กับคำ ว่า Social คือ สังคม และเมื่อนำคำดังกล่าวมารวมกันจึ งเกิดคำใหม่ว่า“วิสาหกิจเพื่อสั งคม”คือ การประกอบการเพื่อสังคม ซึ่งถือเป็นคำเดียวกับ “กิจการเพื่อสังคม” ส่วนความหมายที่เป็นทางการที่มี อยู่นั้น พระราชกฤษฎี กาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่ าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ นิยามว่า
“วิสาหกิจเพื่อสังคม” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุ คคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ อประกอบกิจการขายสินค้าหรื อการให้บริการ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้ องถิ่นที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้ งอยู่ หรือมีเป้าหมายในการจัดตั้งตั้ งแต่แรกเริ่มในการแก้ไขปั ญหาและพัฒนาชุมชนสังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยมิได้มุ่งสร้างกําไรสูงสุดต่ อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน และนําผลกําไรไม่น้อยกว่าร้ อยละเจ็ดสิบไปลงทุนในกิ จการของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่ น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่ าการกระทรวงการคลังประกาศกํ าหนด"
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือSocial Enterprise มีหลัก 5 ประการ คือ
1)มีเป้าหมายเพื่อสังคม มิใช่เพื่อกำไรสูงสุด
2)เป็นรูปแบบธุรกิจที่รายได้หลั กมาจากการขายสินค้าและบริการ มิใช่เงินจากรัฐหรือเงินบริจาค
3)กำไรต้องนำไปใช้ในการขยายผล มิใช่นำไปปันผลเพื่อประโยชน์ส่ วนตัว
4)บริหารจัดการตามหลักgood governance
5)ต้องจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท
2)เป็นรูปแบบธุรกิจที่รายได้หลั
3)กำไรต้องนำไปใช้ในการขยายผล มิใช่นำไปปันผลเพื่อประโยชน์ส่
4)บริหารจัดการตามหลักgood governance
5)ต้องจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท
CSE น่าสนใจอย่างไร
1)เป็นการรวมตัวกันของคนเชี ยงใหม่ล้วนๆตั้งแต่ ประชาชนในรากหญ้า นักวิชาการ นักธุรกิจในท้องถิ่นทุกระดับทั้ งจากที่เป็นและไม่ได้เป็นสมาชิ กหอการค้าหรือสภาอุ ตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่ได้พึ่งพิงจากบริษัทข้ ามชาติรายใหญ่ๆ ของไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายหุ้นให้ทุ กคนมีส่วนร่วมและไม่ถู กครอบงำจากผู้ถือหุ้ นรายใดรายหนึ่ง ซึ่งผมขอไม่ยกตัวอย่างรายชื่อผู้ ถือหุ้นเพราะเกรงว่าจะเป็ นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวบุ คคลไปเสีย
2)เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้ มแข็งของพลเมืองที่ไม่รอให้ การแก้ปัญหาจากภาครัฐแต่เพียงฝ่ ายเดียว ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ ผลอย่างแท้จริงหากขาดเสียซึ่ งการมีส่วนร่วมจากประชาชนซึ่ งอยู่ใกล้ชิดกับปัญหามาโดยตลอด
CSEทำอะไร
1)ปลูกป่า 3 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้ก่อสร้าง ไม้กินได้ เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง คือ ใช้เป็นฟืนสำหรับหุงต้มและใช้ สอยเบ็ดเตล็ด ใช้สร้างและซ่อมแซมที่พักอาศัย ใช้เป็นอาหาร และเป็นการอนุรักษ์ต้นน้ำ ในหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนองความต้องการของชุ มชนและฟื้นป่าและระบบนิเวศน์ต้ นน้ำ
2)เกษตรอินทรีย์ เช่น พืชผักผลไม้ พืชสมุนไพร และปศุสัตว์ โดยการพัฒนาศักยภาพด้านเกษตรอิ นทรีย์ของชุมชน, การเตรียมพื้นที่และแหล่งน้ำเพื่ อรองรับการทำวนเกษตรอินทรีย์ ของชุมชน,การจัดตั้งศูนย์บริ หารจัดการปัจจัยการผลิตชุมชน, การพัฒนาระบบปศุสัตว์ครบวงจรเพื่ อส่งเสริมวนเกษตรอินทรีย์อย่ างยั่งยืนและส่งเสริมการปลู กและจัดจำหน่ายข้าวไร่และ/หรื อเมล็ดทานตะวันวนเกษตรอินทรีย์ หรือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเปลื อกซังข้าวโพดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ มักใช้วิธีเผาจนทำให้เกิ ดหมอกควัน
3)การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยเน้นแหล่งท่องเที่ยวและกิ จกรรมนำเที่ยวและไกด์ อาหารและภัตตาคาร ที่พักและของขวัญของที่ระลึก
4)การแปรรูปไม้ จากสวนป่าเศรษฐกิจชุมชน เช่น ไม้ไผ่ ไม้สักหรือไม้จากการตัดแต่งกิ่ง
5)การจัดการพลังงานทดแทน ในรูปแบบชุมชนพลังงานสีเขียว( green energy) เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากซั งและเปลือกข้าวโพด ฯลฯ
ซึ่งทั้ง 5 เรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ ยวเนื่องและส่งเสริมซึ่งกั นและกัน
แน่นอนว่างานต่างๆนี้ต้องมี การจัดลำดับความสำคั ญและความยากง่าย และลำพังตัวCSEเองจะทำอย่างมี ประสิทธิภาพเต็มที่ไม่ได้แต่ต้ องร่วมมือกับภาครัฐและหน่ วยงานในพื้นที่เช่น กรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งCSEเราก็ได้มีการปรึกษาหารื อกับหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น และมีความเห็นร่วมกันว่าพื้นที่ ในชั้นแรกนี้จะเน้นไปที่ อำเภอแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ที่ มีการเผามากที่สุดแห่งหนึ่ งของเชียงใหม่ แม้ว่าจะมีประกาศห้ามเผาในช่ วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตามแต่ ก็ยังมีการลั กลอบเผาและระดมเผาเมื่อพ้นจากช่ วงระยะเวลาประกาศห้าม ซึ่งการแก้ปัญหาการเผาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีสิ่งที่ไปทดแทนให้ เกษตรกรนอกเหนือการโฆษณาประชาสั มพันธ์หรือการลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งก็คือวิธีการข้างต้นทั้ง 5 วิธีนั่นเอง
เชียงใหม่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ เป็นต้นแบบของความเป็นพลเมื องเข้มแข็งมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เช่น การริเริ่มแนวคิดจังหวัดจั ดการตนเองจนภาคประชาชนได้มี การเสนอร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานครฯสู่ สภาฯไปแล้วแต่ต้องสะดุดอยู่ เพราะเหตุที่สภาถูกยกเลิกไป แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดอื่นๆก็ ได้นำไปเป็นต้นแบบในการจั ดตนเองอย่างแพร่หลายและพร้อมที่ จะดำเนินการต่อไปเมื่อเข้าสู่ ภาวะปกติ
เชียงใหม่เป็นต้นแบบของการเกิ ดขึ้นของสภาพลเมืองที่ คอยเสนอแนวความคิดและตรวจสอบถ่ วงดุลการดำเนินการที่มี ผลกระทบต่อท้องถิ่น เช่น กรณีขนส่งสาธารณะ,กรณีข่ วงหลวงเวียงแก้ว ,กรณีการสร้างที่พักในวัดอู่ ทรายคำจนต้องมี การทบทวนและตรวจสอบจากภาคประชาช นหรือการมีแนวคิดจะสร้ างคอนโดในที่ของกรมธนารักษ์ที่ อยู่ในย่านสถานศึกษาจนต้องคืนพื้ นที่ให้ชุมชนเพื่อจัดทำเป็ นสวนสาธารณะ เป็นต้น
ผมเชื่อว่าการจัดตั้งCSEในครั้ งนี้ก็จะเป็นการจุดประกายให้แก่ จังหวัดอื่นๆให้เห็นถึงความเข้ มแข็งของภาคประชาชนที่จะเข้ ามามีส่วนแก้ไขปัญหาร่วมกั บภาครัฐสมดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครรู้ปัญหาของท้องถิ่นดี กว่าคนในท้องถิ่น”นั่นเอง
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิ จฉบับประจำวันพุธที่ 18 มกราคม 2560

แสดงความคิดเห็น