หลังปฏิวัติสยาม 2475 ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสนอให้ “แยกศาสนาจากรัฐ” เสียทีเดียว เพราะ “นายผี” หรืออัศนี พลจันทร (2461-2532) เคยเสนอผ่านบทความ “ศาสนาถูกกระชากไปสู่ตะแลงแกง” ในนามปากกา “อินทรายุธ” เผยแพร่ในอักษรสาส์น ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2492 ว่า
อันที่จริงศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัวของประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนรวม จึงควรแยกกันให้เด็ดขาดจากรัฐ และจากการอบรมสั่งสอนประชากรของประเทศ ไม่ควรที่ใครจะถูกกีดกันหวงห้ามหรือรังแก ในการที่จะนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนแนวคิ
ดโลกวิสัย (secularism) และขบวนการทำให้เป็นโลกวิสัย (secularization) ที่ถือเป็นสิ่งบ่งบอก “สภาวะสมัยใหม่” (modernity) อย่างหนึ่งในโลกตะวันตก นั่นคือการแยกศาสนาจากรัฐ-
การเมือง ไม่นำความจริงสูงสุดหรือความดี
สูงสุดตามความเชื่
อทางศาสนามาเป็นอุดมการณ์
ในการปกครอง และแยกศาสนาออกจากปริมณฑลของพื้
นที่สาธารณะ ให้ศาสนาอยู่ในปริมณฑลของพื้นที่
ส่วนตัวเป็นต้น
รูปธรรมคือ ต้องแยกศาสนจักรออกจากสถาบั
นการปกครอง คือให้องค์กรทุกศาสนาเป็นเอกชน รัฐต้อง “เป็นกลางทางศาสนา” (religion neutral) ไม่มีหน้าที่อุปถัมภ์ศาสนาใดๆ มีหน้าที่เพียงรักษาเสรี
ภาพและความเสมอภาคในการที่ปั
จเจกบุคคลจะนับถือหรือปฏิ
เสธศาสนาใดๆ รัฐไม่ส่งเสริมและไม่ต่อต้
านศาสนาใดๆ แต่ให้ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตั
วของประชาชนที่จะนับถือ อุปถัมภ์ศาสนาใดๆ หรือปฏิเสธไม่นับถือศาสนาใดๆ โดยรัฐต้องปฏิบัติต่อคนมี
ศาสนาและไม่มีศาสนาเสมอภาคกัน
แต่ข้อเสนอของนายผีนอกจากสะท้
อนแนวคิดโลกวิสัยดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการวิพากษ์บนจุดยื
นแบบมาร์กซิสม์ (Marxism) ที่โจมตีว่า
“ศาสนาเป็นดังยาฝิ่นของประชาชน ดังนั้นการจัดการศาสนาในทางที่ถูกต้องแล้ว ประชาชนทุกคนย่อมจะมีความเสรี” ขณะเดียวกันเขาก็ยืนยันว่า “ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตั
วของประชาชน” ซึ่งแปลว่าเขาไม่ได้เสนอให้รัฐ “ไม่มีศาสนา” เพราะศาสนาที่เป็นยาฝิ่นหมายถึ
งศาสนาที่ถูกชนชั้นนำ (elites) ใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุ
นสถานะและอำนาจของชนชั้นตั
วเองเท่านั้น
ข้อเสนอแยกศาสนาจากรัฐของนายผี
เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นช่วงอำนาจของคณะราษฎรถู
กทำลายลง และเป็นช่วงที่ชนชั้นนำฝ่ายอนุ
รักษ์นิยมตีความพุทธศาสนาสร้าง “อำนาจนำทางวัฒนธรรม” (cultural hegemony) เพื่อสนับสนุน “อำนาจนำทางการเมือง” (political hegemony) ของฝ่ายตนที่สถาปนาขึ้นในรั
ฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2492 เป็นต้นมา
ขณะที่ชนชั้นฝ่ายอนุรักษ์นิ
ยมสร้าง “ความทรงจำร่วม” ทางประวัติศาสตร์ว่าพุทธศาสนากั
บสถาบันการปกครองและวิถีชีวิ
ตของชนชาติไทยเป็นอันหนึ่งอั
นเดียวมาโดยตลอด ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดมาได้ เป็นชาติที่มีเอกลักษณ์ทางประวั
ติศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นของตั
วเองที่เราควรภาคภูมิใจ
ฉะนั้น โดยความทรงจำร่วมทางประวัติ
ศาสตร์ดังกล่าว จึงไม่มีเหตุผลที่สังคมไทยต้
องแยกศาสนาจากรัฐ เพราะนอกจากสังคมเราจะไม่มี
การใช้ศาสนากดขี่ประชาชนเหมื
อนประวัติศาสตร์ของโลกตะวั
นตกแล้ว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั
นระหว่างพุทธศาสนากับสถาบั
นการปกครอง ยังช่วยให้ชนชั้
นปกครองทำการปกครองโดยธรรมและหล่
อหลอมจิตใจคนไทยให้เปิดกว้างต่
อศาสนาอื่นๆที่เข้ามาเผยแผ่
ในไทยได้อย่างเสรี โดยไม่มีความขัดแย้งจนเกิ
ดสงครามศาสนาและระหว่างนิ
กายศาสนาดังที่เคยเกิดขึ้
นในโลกตะวันตก
ทว่าในทศวรรษ 2490 จิตร ภูมิศักดิ์ (2473-2509) ได้เสนอข้อโต้แย้งบนกรอบคิ
ดแบบมาร์กซิสม์ที่มีนัยสำคัญสนั
บสนุนข้อเสนอแยกศาสนาจากรั
ฐของนายผีชัดเจนขึ้น ในบทความที่เขียนขึ้นขณะที่ยั
งเป็นนิสิตจุฬา ปี 2 ชื่อยาวว่า “พุทธปรัชญาแก้สภาพสังคมตรงกิ
เลส วัตถุนิยมไดอะเลคติคแก้สภาพสั
งคมตรงตัวสังคมเองและแก้ไขด้
วยการปฏิวัติ มิใช่ปฏิรูปตามแนวทางของสิทธารถ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอะเลคติคกั
บปรัชญาของสิทธารถผิดกันอย่
างฉกรรจ์ที่ตรงนี้” ชื่อสั้นของบทความนี้คือ “ผีตองเหลือง” ซึ่งได้กลายเป็นบทความประวัติ
ศาสตร์ เพราะจิตถูกนิสิตหัวอนุรักษ์นิ
ยมจับ “โยนบก” และถูกสั่งพักการเรียน
แต่สาระสำคัญจริงๆ ในบทความนี้มี 2 ส่วนหลักๆ คือ การเสนอข้อโต้แย้งที่สะท้อนปั
ญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาเชิ
งปรัชญาสังคม
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จิตรชี้
ให้เห็นคือ ระบบสงฆ์ไทยไม่ได้ช่วยให้
พระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติตนตามหลั
กการที่แท้จริงของพุทธศาสนา หากเป็นระบบที่รองรับอภิสิทธิ์
ของคนจำนวนหนึ่งที่อาศัยผ้าเหลื
องบวชเข้ามาเพื่อยกระดับทางชนชั้
นของตนเอง และทำให้คนจำนวนหนึ่งใช้ “ผ้าเหลือง” บังหน้าทำมาหากินเอาเปรียบสังคม
ส่วนปัญหาเชิงปรัชญาความคิด เป็นการโต้แย้งความคิดของฝ่
ายอนุรักษ์นิยมที่ทั้งตีความพุ
ทธศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์จารี
ตและประชาธิปไตยแบบไทย รวมทั้งมีฝ่ายก้าวหน้
าพยายามเสนอว่าพุทธศาสนาเป็นสั
งคมนิยม จิตรชี้ให้เห็นความแตกต่างว่า พุทธปรัชญาแม้จะคล้ายกับมาร์กซิ
สม์ในแง่ที่ต้องการยกระดับสั
งคมให้ยุติธรรมขึ้น แต่ก็แตกต่างอย่างสำคัญตรงที่พุ
ทธปรัชญามุ่งแก้ปัญหาสังคมที่กิ
เลสคน ทว่ามาร์กซิสม์มุ่งแก้ปัญหาที่
ตัวระบบหรือโครงสร้างทางสังคม
อีกอย่าง สิทธารถ(พุทธะ) เป็นเพียง “นักปฏิรูป” ไม่ใช่ “นักปฏิวัติ” วิธีการของสิทธิธารถจึงเป็นการ “ประนีประนอม” ที่ยังไงๆ ชนชั้นนำยุคเก่าก็
สามารถดำรงสถานะที่ได้เปรี
ยบในโครงสร้างสังคมอยู่เสมอไป แต่มาร์กซิสม์มุ่งให้เกิดการปฏิ
วัติประชาชนเพื่อเปลี่
ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างถึ
งราก
แม้จะถูก “ประชาทัณฑ์” เพราะบทความดังกล่าว แต่พลังความคิดที่ “ตกผลึก” ของจิตรก็ไม่มีอำนาจใดหยุดยั้
งได้ ในเวลาไล่เลี่ยกันเขาได้เขี
ยนหนังสือ “โฉมหน้าของศักดินาไทย” ในนามปากกา “สมสมัย ศรีศูทรพรรณ” เนื้อหาเป็นการเสนอโครงสร้
างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกั
บศาสนาที่มีความหมายตรงข้ามอย่
างสิ้นเชิงกับความทรงจำร่
วมทางประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายอนุรั
กษ์นิยมปลูกฝังประชาชน
งานของจิตรชี้ให้เห็นว่า ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างศาสนากับรัฐตามที่เป็
นมาและเป็นอยู่ สถาบันการปกครองและสถาบันศาสนา หรือชนชั้นปกครองกับศาสนจักรมี
ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ค้ำ
จุนกัน มีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมา
ภายใต้ความสัมพันธ์เช่นนี้
ศาสนาย่อมจะถูกใช้เป็นเครื่องมื
อมอมเมาประชาชนให้ยอมสยบ จงรักภักดีอยู่ใต้อำนาจผู้
ปกครองมากกว่าจะมีสำนึกลุกขึ้
นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็
นธรรมทางสังคม และเป็นผลเสียต่อพุทธศาสนาเอง เพราะทำให้ “คงเหลืออยู่แต่เฉพาะร่างของพุ
ทธศาสนาที่กลายเป็นยาฝิ่
นมอมเมาประชาชน” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจิตรปฏิ
เสธหลักปรัชญาพุทธศาสนา
แต่สิ่งที่จิตรรวมทั้งนายผีปฏิ
เสธคือ ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์
ระหว่างสถาบันการปกครองกับสถาบั
นศาสนา ที่ผลิตสร้างศาสนาในรู
ปของความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรมสนับสนุนการปกครองที่
ไม่ให้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคแก่ประชาชน และสร้างสำนึกของผู้ใต้
ปกครองให้ยอมสยบต่ออำนาจของชนชั้
นบน เพราะถูกปลูกฝังให้เชื่อในบุ
ญบารมีและคุณธรรมผู้
ปกครองตามคำสอนทางศาสนา
กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอ “แยกศาสนาจากรัฐ” ตามความคิดของนายผีและจิตร ก็คือข้อเสนอให้ศาสนาเป็นเรื่
องส่วนตัวของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของรั
ฐโลกวิสัยในยุคสมัยใหม่ และสอดคล้องกับหลักปรัชญาพุ
ทธเองที่มุ่งแก้กิเลสหรือความทุ
กข์ทางจิตใจของปัจเจกบุคคล
เพราะ “ร่าง” ของพุทธศาสนาที่รับใช้รัฐเป็นร่
างที่ไร้ “จิตวิญญาณ” แห่งความพ้นทุกข์ แม้แต่พลังจิตสำนึกที่อยากเห็
นสังคมเสมอภาคมากขึ้
นตามตามเจตนารมณ์ของพุทธะก็ถู
กบิดเบือนไป เพราะรัฐได้สถาปนาศาสนจักรให้
พระสงฆ์มีระบบชนชั้นหรือฐานั
นดรศักดิ์ขึ้น เพื่อเป็นกลไกสนับสนุ
นอำนาจและอุดมการณ์อนุรักษ์นิ
ยมมายาวนาน
ข้อวิพากษ์ของนายผีและจิตรได้
เผยให้เราได้เห็นว่า ประวัติศาสตร์สยามไทยในแง่
การใช้ศาสนาครอบงำกดขี่
ประชาชนก็ไม่ต่างจากประวัติ
ศาสตร์สังคมตะวันตก เพียงแต่อาจมีระดับและรายละเอี
ยดต่างกัน แต่การครอบงำก็เหมือนกันคือ ทำให้สังคมไม่สามารถจะมีเสรีภาพ ความเสมอภาคในความหมายสมัยใหม่
ได้จริง
การแยกศาสนาจากรัฐจึงเป็นทางเดียวที่จะปลดปล่อยศาสนาจากการตกเป็นเครื่องมือครอบงำของรัฐ และยกระดับสังคมให้มีเสรีภาพ ความเสมอภาค หรือเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
0000
แสดงความคิดเห็น