
นักการทูตสหรัฐฯ 51 คนลงชื่อเรียกร้องรัฐบาลตัวเองให้ใช้กำลังกับทางการซีเรีย
เจ้าหน้าที่ทั้ง 51 คนเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ร่วมกันลงชื่อในบันทึกภายในประท้วงการดำเนินนโยบายบต่างประเทศของรัฐบาลในเรื่องซีเรีย พวกเขาเรียกร้องให้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายทางทหารเพื่อลดกำลังฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดลง
พวกเขาบอกว่า แนวทางการทำงานของสหรัฐฯในปัจจุบันเป็นการลดทอนกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย และกลายเป็นการช่วยเหลือผู้นำซีเรียให้อยู่ในอำนาจต่อไป
การที่เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเลือกใช้วิธีการทำบันทึกเพื่อแสดงความไม่พึงใจกับทิศทางนโยบายต่างประเทศเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ใหม่คือจำนวนคนที่ร่วมลงชื่อในบันทึกภายในดังกล่าวที่มีมากถึง 51 คน
โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯรับทราบเรื่องบันทึกดังกล่าว แต่ไม่ขอออกความเห็นในเรื่องเนื้อหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เข้าใจเรื่องการส่งบันทึกที่ว่านี้ ได้เปิดเผยกับบีบีซีว่า การส่งบันทึกนี้เป็นผลจากความเป็นห่วงที่ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันจะไม่ช่วยแก้ไขวิกฤติในระยะยาวได้
บันทึกของกลุ่มนักการทูตสหรัฐฯเสนอให้มีการเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อฝ่ายรัฐบาลซีเรีย โดยระบุว่า ถ้าไม่ทำเช่นนั้นฝ่ายรัฐบาลซีเรียจะไม่รู้สึกว่าต้องเจรจากับฝ่ายกบฏ
บันทึกดังกล่าวสะท้อนความวิตกขณะนี้ที่ว่า กระบวนการสันติภาพที่สหรัฐฯกับรัสเซียจับมือกันผลักดันและไม่ประสบผลนั้น กำลังทำให้ทางการซีเรียกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ ที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านต่างก็ละเมิดการหยุดยิง แต่ฝ่ายรัฐบาลคัดค้านการทำข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน กำลังทหารของประธานาธิบดีอัสซาดซึ่งมีอิหร่านและรัสเซียสนับสนุน ก็แสดงเจตนาแน่วแน่ที่จะยึดเอาบรรดาที่มั่นต่างๆที่เป็นจุดยุทธศาสตร์คืนมาให้ได้ เช่นเมืองอเลปโปเป็นต้น ส่วนรัสเซียก็อ้างว่า ตนสนับสนุนการโจมตีกลุ่มนักรบจิฮาดที่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงหยุดยิง
แต่นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งได้ผลักดันให้กลุ่มกบฏซีเรียวางอาวุธ ได้แสดงความอึดอัดใจกับทางการซีเรียที่พยายามปฏิบัติการเพื่อจะเปลี่ยนสถานการณ์ในพื้นที่ ขณะที่นายแคร์รี่เองพยายามเรียกร้องให้ใช้การเมืองแก้ปัญหา นายแคร์รี่ได้พยายามกดดันให้สหรัฐฯมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นกับรัฐบาลซีเรียเพื่อจะให้เข้าสู่การเจรจา ซึ่งแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ลงนามในบันทึกแสดงความเชื่อมั่นว่านายแคร์รี่จะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพยายามสื่อ
อย่างไรก็ตาม บีบีซีรายงานว่า เรื่องนี้คงไม่ทำให้รัฐบาลนายโอบามาเปลี่ยนใจในเรื่องแนวทางการทำงานกับซีเรีย เพราะรัฐบาลชุดนี้ถือเอาเรื่องการจัดการกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลามหรือไอเอสเป็นเรื่องหลักในการทำงาน และพยายามเอาตัวเองออกห่างจากปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย เพราะประธานาธิบดีโอบามาไม่อยากให้สหรัฐฯถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนของปัญหาอีกปัญหาหนึ่งในตะวันออกกลางที่มีเค้าว่า การเข้าไปแทรกแซงของสหรัฐฯจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ยุ่งเหยิงไม่ต่างไปจากที่เคยบุกอิรัก อัฟกานิสถาน และลิเบีย
แต่อีกด้านหนึ่ง ว่าที่ผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมเครต คือนางฮิลลารี คลินตันเคยหาเสียงว่าต้องการให้สหรัฐฯเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในเรื่องซีเรีย บีบีซีระบุว่า ไม่แน่ว่าบันทึกฉบับนี้อาจจะต้องการส่งสัญญาณไปถึงทั้งนายแคร์รี่และนางคลินตันก็เป็นได้
ภาพประกอบ
ภาพแรก สหรัฐฯนำกลุ่มพันธมิตรโจมตีทางอากาศเป้าหมายที่ถือว่าเป็นกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรัก
ภาพที่สอง หลายเมืองในซีเรียเช่นอเลปโปตกอยู่ในสภาพยับเยินเพราะสงครามที่ยืดเยื้อ
เจ้าหน้าที่ทั้ง 51 คนเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ร่วมกันลงชื่อในบันทึกภายในประท้วงการดำเนินนโยบายบต่างประเทศของรัฐบาลในเรื่องซีเรีย พวกเขาเรียกร้องให้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายทางทหารเพื่อลดกำลังฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดลง
พวกเขาบอกว่า แนวทางการทำงานของสหรัฐฯในปัจจุบันเป็นการลดทอนกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย และกลายเป็นการช่วยเหลือผู้นำซีเรียให้อยู่ในอำนาจต่อไป
การที่เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเลือกใช้วิธีการทำบันทึกเพื่อแสดงความไม่พึงใจกับทิศทางนโยบายต่างประเทศเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ใหม่คือจำนวนคนที่ร่วมลงชื่อในบันทึกภายในดังกล่าวที่มีมากถึง 51 คน
โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯรับทราบเรื่องบันทึกดังกล่าว แต่ไม่ขอออกความเห็นในเรื่องเนื้อหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เข้าใจเรื่องการส่งบันทึกที่ว่านี้ ได้เปิดเผยกับบีบีซีว่า การส่งบันทึกนี้เป็นผลจากความเป็นห่วงที่ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันจะไม่ช่วยแก้ไขวิกฤติในระยะยาวได้
บันทึกของกลุ่มนักการทูตสหรัฐฯเสนอให้มีการเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อฝ่ายรัฐบาลซีเรีย โดยระบุว่า ถ้าไม่ทำเช่นนั้นฝ่ายรัฐบาลซีเรียจะไม่รู้สึกว่าต้องเจรจากับฝ่ายกบฏ
บันทึกดังกล่าวสะท้อนความวิตกขณะนี้ที่ว่า กระบวนการสันติภาพที่สหรัฐฯกับรัสเซียจับมือกันผลักดันและไม่ประสบผลนั้น กำลังทำให้ทางการซีเรียกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ ที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านต่างก็ละเมิดการหยุดยิง แต่ฝ่ายรัฐบาลคัดค้านการทำข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน กำลังทหารของประธานาธิบดีอัสซาดซึ่งมีอิหร่านและรัสเซียสนับสนุน ก็แสดงเจตนาแน่วแน่ที่จะยึดเอาบรรดาที่มั่นต่างๆที่เป็นจุดยุทธศาสตร์คืนมาให้ได้ เช่นเมืองอเลปโปเป็นต้น ส่วนรัสเซียก็อ้างว่า ตนสนับสนุนการโจมตีกลุ่มนักรบจิฮาดที่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงหยุดยิง
แต่นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งได้ผลักดันให้กลุ่มกบฏซีเรียวางอาวุธ ได้แสดงความอึดอัดใจกับทางการซีเรียที่พยายามปฏิบัติการเพื่อจะเปลี่ยนสถานการณ์ในพื้นที่ ขณะที่นายแคร์รี่เองพยายามเรียกร้องให้ใช้การเมืองแก้ปัญหา นายแคร์รี่ได้พยายามกดดันให้สหรัฐฯมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นกับรัฐบาลซีเรียเพื่อจะให้เข้าสู่การเจรจา ซึ่งแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ลงนามในบันทึกแสดงความเชื่อมั่นว่านายแคร์รี่จะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพยายามสื่อ
อย่างไรก็ตาม บีบีซีรายงานว่า เรื่องนี้คงไม่ทำให้รัฐบาลนายโอบามาเปลี่ยนใจในเรื่องแนวทางการทำงานกับซีเรีย เพราะรัฐบาลชุดนี้ถือเอาเรื่องการจัดการกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลามหรือไอเอสเป็นเรื่องหลักในการทำงาน และพยายามเอาตัวเองออกห่างจากปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย เพราะประธานาธิบดีโอบามาไม่อยากให้สหรัฐฯถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนของปัญหาอีกปัญหาหนึ่งในตะวันออกกลางที่มีเค้าว่า การเข้าไปแทรกแซงของสหรัฐฯจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ยุ่งเหยิงไม่ต่างไปจากที่เคยบุกอิรัก อัฟกานิสถาน และลิเบีย
แต่อีกด้านหนึ่ง ว่าที่ผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมเครต คือนางฮิลลารี คลินตันเคยหาเสียงว่าต้องการให้สหรัฐฯเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในเรื่องซีเรีย บีบีซีระบุว่า ไม่แน่ว่าบันทึกฉบับนี้อาจจะต้องการส่งสัญญาณไปถึงทั้งนายแคร์รี่และนางคลินตันก็เป็นได้
ภาพประกอบ
ภาพแรก สหรัฐฯนำกลุ่มพันธมิตรโจมตีทางอากาศเป้าหมายที่ถือว่าเป็นกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรัก
ภาพที่สอง หลายเมืองในซีเรียเช่นอเลปโปตกอยู่ในสภาพยับเยินเพราะสงครามที่ยืดเยื้อ


แสดงความคิดเห็น