นักวิชาการชี้กระบวนการยุติธรรมไทยเอื้อให้เกิดการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังไม่ว่าเพศใดก็ตาม
จากกรณี น.ส.กรกนก คำตา จำเลยคดีนั่งรถไฟจะไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ และ นางธีรวรรณ เจริญสุข ผู้ต้องหาในคดีขันแดง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เปิดเผยว่า ในระหว่างการถูกฝากขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และเชียงใหม่ มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
โดย น.ส.กรกนก เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบภายใน และตรวจค้นหาสารเสพติดโดยให้เปลื้องผ้าต่อหน้าผู้ต้องขังหญิงคนอื่น รวมทั้งปฏิบัติต่อตนเฉกเช่นผู้ต้องขัง ทั้ง ๆ ที่ได้รับการประกันตัวและอยู่ในระหว่างรอการปล่อยตัว ในขณะที่ นางธีรวรรณ ระบุว่าตนได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่คล้ายกัน แต่ไม่ต้องตรวจภายในเพราะเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนมีอายุมากแล้ว
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทำงานวิจัยขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูประบบเรือนจำผู้ต้องขังหญิงฯ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า การกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดหญิงและมาตรการที่ไม่ใช้การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพ (the Bangkok Rules) ปี 2553 ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดันการทำงานเรื่องนี้
รศ.ดร.กฤตยา ระบุว่า แนวทางปฏิบัติจริง ๆ คือจะทำการตรวจภายในได้ ในกรณีที่มีสายสืบว่าผู้ต้องขังที่เกี่ยวกับยาเสพติดอาจจะพกพาสารเสพติดเข้ามาด้วย แต่จะไม่ตรวจทุกราย ส่วนในเรื่องสั่งตรวจค้นโดยให้ถอดเสื้อผ้าต่อหน้าผู้ต้องขังคนอื่น รศ.ดร.กฤตยา ระบุว่า เป็นการละเมิดกฏระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องกระทำในที่มิดชิด กรณีนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อถามว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นเรื่องปกติหรือไม่ รศ.ดร.กฤตยา กล่าวว่าตนตอบไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามปกติของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และจากการสอบถามและจัดประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ มีการแจ้งว่าได้ยกเลิกการปฏิบัติลักษณะนี้ไปนานแล้ว ตนไม่ทราบว่าที่นำกลับมาใช้อีกเพราะเหตุผลอะไร
ทั้งนี้ จากการที่ผู้ถูกจับกุมทั้งสองรายกล่าวถึงระบบควบคุมที่เข้มงวดภายในทัณฑสถานหญิง รศ.ดร.กฤตยา กล่าวว่า เป็นแนวทางการปฏิบัติภายในของกรมราชทัณฑ์ที่เชื่อเรื่องการสั่งการ การใช้อำนาจเข้มงวดอย่างทหาร ซึ่งหลังจากที่ตนทำวิจัยผลักดันนโยบายด้านนี้ ก็ได้นำเสนอต่อเจ้าหน้าที่ว่าไม่เห็นด้วยกับระบบหลายอย่าง เช่น การต้องเรียกผู้คุมว่าเป็น “แม่” หรือ “นาย” คิดว่าระบบพวกนี้เป็นการใช้อำนาจเกินสมควร แต่ในปัจจุบันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านบวกเพิ่มมากขึ้น
“มีการเปลี่ยนแปลงในหลายเรือนจำที่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ซึ่งหลายเรือนจำก็ปฏิบัติอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แนวปฏิบัติทั่วไป” รศ.ดร.กฤตยา กล่าว
ด้าน น.ส.ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า รากฐานกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เป็นระบบกล่าวหา ทำให้ผู้ที่เข้าสู่กระบวนการ ไม่ว่าหญิงหรือชาย หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ มักจะถูกมองว่าผิดอยู่แล้ว ส่งผลให้บุคคลดังกล่าวได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งสถิติของผู้ต้องขังหญิงราวร้อยละ 80 เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด จึงอาจสร้างภาพเหมารวมว่าการปฏิบัติต่อผู้หญิงเหล่านี้มีลักษณะเดียวกับคดียาเสพติด
“สมมุติฐานของรัฐไม่มีการจำแนกแยกแยะ คือมองแล้วว่าคนที่เข้าสู่กระบวนการนี้คือผิด และด้วยรูปแบบที่ไม่มีความละเอียดอ่อนในประเด็นเรื่องเพศหรือสิทธิมนุษยชน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว” น.ส.ชนิดา กล่าว
กรณีนี้ นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 26 เม.ย. ว่า เป็นระเบียบปฏิบัติของเรือนจำ ผู้ต้องหาที่มาจากศาล ก่อนเข้าเรือนจำจะต้องถูกตรวจค้นร่างกายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีหรือศาลตัดสินแล้ว หากถูกส่งตัวมายังเรือนจำต้องถูกตรวจค้นร่างกายโดยละเอียด ทำประวัติ เนื่องจากเป็นระเบียบของเรือนจำโดยทั่วไป เพื่อตรวจหายาเสพติดที่จะซุกซ่อนเข้ามาในเรือนจำ โดยต้องให้ผู้ต้องขังเปลี่ยนเสื้อผ้าค้นตัวอย่างละเอียด เพื่อตรวจค้น ผู้ชายต้องล้วงทวารหนัก ผู้หญิงต้องตรวจช่องคลอด เพื่อป้องกันไม่ให้ซุกซ่อนยาเสพติด
บีบีซีได้ติดต่อนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัด กระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าว แต่นายกสิวิวัฒน์แจ้งว่าไม่สะดวกในการให้ความเห็น


แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.