เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเผยกำลังปรับปรุงระบบประสานงานให้ผู้ป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีได้ทุกที่อย่างครอบคลุม
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการปรับระบบการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยย้ำสิทธิผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดฟรี แต่ต้องแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 เพื่อเข้าสู่ระบบ และยืนยันครอบคลุมการให้บริการทั้งทางบก น้ำ และอากาศยาน
ทั้งนี้ แต่เดือน เมษายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช. ) จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชนและค่อยรับเงินคืนจากกองทุนอื่นๆ ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแลตามสิทธิ์ดังกล่าวมากกว่า 70,000 คน และจากผลสำรวจพบว่ามีความพึงพอใจสูง แต่ยังมีปัญหาที่สำคัญคือการเรียกเก็บเงินค่ารักษาจากผู้ป่วยหรือญาติด้วยเหตุผลหลายประการจนเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องและยื่นเรื่องทวงถามไปยังรัฐบาล
เลขาธิการ สพฉ. ระบุว่า ตามหลักการแล้ว เมื่อประชาชนเจ็บป่วยฉุกเฉิน ควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ที่มีความพร้อม เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ได้พัฒนาและออกแบบให้ประชาชนคนไทยที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลใน 3 กองทุน คือ ระบบหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม และข้าราชการ ที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ซึ่งรวมถึง โรงพยาบาลเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากนั้นระบบสามกองทุนจะตามจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองและจากสภาพโรงพยาบาลเอกชนที่เพิ่มจำนวนและกระจายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะคิดค่ารักษาแบบทุกรายการแทนการเหมาจ่ายแบบเดิม ใน 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละกองทุนกับโรงพยาบาลเอกชนจะตกลงกันเอง และจากนั้นจะมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ์ เมื่อพ้นวิกฤต หรืออยู่จนครบ 72 ชั่วโมง
นพ. อนุชา ระบุว่าสำหรับผู้ป่วยในพื้นที่พิเศษ ที่ห่างไกล อาทิ พื้นที่เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่ทุรกันดาร ที่รถพยาบาลเข้าถึงลำบาก ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการเคลื่อนย้ายผ่านเรือกู้ชีพ หรืออากาศยาน ก็ได้รับสิทธิ์เช่นกัน โดยหากแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 จะได้รับการบริการฟรีทุกกรณีตามเกณฑ์ที่ สพฉ. กำหนด ดังนั้นขอให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่บนพื้นที่ใดในประเทศไทย ก็จะได้รับการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และได้มาตรฐาน

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.