
โฆษก คสช. ชี้ไม่ให้ นปช. ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ เพราะส่อแววสร้างความวุ่นวายทางการเมือง
สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ไม่ให้เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติว่า เป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้กระบวนการที่จะไม่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะการทำประชามติมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดูแลอยู่แล้ว รัฐบาลและคสช.ในฐานะที่ดูแลความสงบเรียบร้อย จึงต้องเข้าไปดูแล ต้องยอมรับว่านปช.เป็นคู่ขัดแย้งในอดีต และก่อนหน้านี้เคยเคลื่อนไหวจนคสช.ลงนามคำสั่งที่ 39/2557 ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง
“การตั้งศูนย์ปราบโกงฯมีนัยทางการเมือง เกรงว่าประชาชนอาจตกเป็นเครื่องมือจากการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งการไปดึงมิตรประเทศมายุ่งเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภายในประเทศ ที่อาจเป็นการบ่อนทำลายชาติด้วยซ้ำ การที่เจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่ และระงับการเคลื่อนไหว ถือว่าเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง แต่ฝ่ายตรงข้ามพยายามยั่วยุตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องชี้แจง เราไม่ต้องการให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งสร้างความเดือดร้อน สร้างความวุ่นวาย แต่ต้องระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะเข้าทางเขา จะต้องทำงานภายใต้กรอบของกฎหมาย” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว
พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวว่า คสช.ยังคงติดตามกลุ่มการเมืองที่ยังคงมีความเคลี่อนไหวตลอด และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ไม่เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ แต่ยังคงมีความเคลื่อนไหวในสังคมออนไลน์ ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะติดตามเฝ้าดู หากพบอะไรที่เกินเลยจากฎหมายจะมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ไม่ให้เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติว่า เป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้กระบวนการที่จะไม่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะการทำประชามติมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดูแลอยู่แล้ว รัฐบาลและคสช.ในฐานะที่ดูแลความสงบเรียบร้อย จึงต้องเข้าไปดูแล ต้องยอมรับว่านปช.เป็นคู่ขัดแย้งในอดีต และก่อนหน้านี้เคยเคลื่อนไหวจนคสช.ลงนามคำสั่งที่ 39/2557 ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง
“การตั้งศูนย์ปราบโกงฯมีนัยทางการเมือง เกรงว่าประชาชนอาจตกเป็นเครื่องมือจากการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งการไปดึงมิตรประเทศมายุ่งเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภายในประเทศ ที่อาจเป็นการบ่อนทำลายชาติด้วยซ้ำ การที่เจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่ และระงับการเคลื่อนไหว ถือว่าเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง แต่ฝ่ายตรงข้ามพยายามยั่วยุตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องชี้แจง เราไม่ต้องการให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งสร้างความเดือดร้อน สร้างความวุ่นวาย แต่ต้องระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะเข้าทางเขา จะต้องทำงานภายใต้กรอบของกฎหมาย” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว
พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวว่า คสช.ยังคงติดตามกลุ่มการเมืองที่ยังคงมีความเคลี่อนไหวตลอด และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ไม่เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ แต่ยังคงมีความเคลื่อนไหวในสังคมออนไลน์ ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะติดตามเฝ้าดู หากพบอะไรที่เกินเลยจากฎหมายจะมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
แสดงความคิดเห็น