
เครือข่ายพลเมืองเน็ตชักชวนผู้ใช้ยื่นจดหมายเรียกร้องเฟซบุ๊กขอคำตอบเรื่องการให้หลักประกันความเป็นส่วนตัว ถามจี้ว่ามีการให้ข้อมูลจากอินบอกซ์ผู้ใช้หรือไม่
กลุ่มได้รณรงค์ให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กร่วมกันลงชื่อในเว็บไซต์ชื่อ Change เรียกร้องเฟซบุ๊กให้ตอบคำถามหลายข้อ จดหมายรณรงค์ที่เพิ่งโพสต์ในช่วงเย็นวันนี้มีผู้ร่วมลงชื่ออย่างรวดเร็ว ล่าสุดเกิน 500 ชื่อแล้ว กลุ่มระบุว่า ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กยังไม่มีความชัดเจนในการตอบคำถามหลายเรื่อง แม้จะยืนยันว่า ในอดีตที่ผ่านมาในปี 2557 และ 2558 เฟซบุ๊กไม่เคยให้ข้อมูลกับทางการไทยในเรื่องเกี่ยวกับผู้ใช้บริการของตน แต่ตอบไม่ได้ว่าในปัจจุบันเกิดอะไรขึ้น
ข้อเรียกร้องของกลุ่มที่เสนอไว้ให้ผู้ใช้ร่วมกันลงชื่อนั้นพุ่งเป้าโดยตรงขอคำตอบจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมามีการจับกุมผู้ใช้เฟซบุ๊กไม่ต่ำกว่า 4 รายด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามมาตรา 112 โดย 2 ใน 4 รายนั้น เจ้าหน้าที่ระบุชัดเจนว่า เป็นข้อมูลจากการใช้เฟซบุ๊ก
จดหมายร้องเรียนของเครือข่ายพลเมืองเน็ตถึงเฟซบุ๊กตั้งคำถามว่า ประการแรก ตั้งแต่ต้นปีนี้ 2559 จนถึงขณะนี้ เฟซบุ๊กได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยบ้างหรือไม่ในการปิดกั้นหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้
ต่อมาคือคำถามว่า ตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2556 ได้พบปะหารือกับรัฐบาล หรือคนของหน่วยงานของรัฐบาลไทยในเรื่องความร่วมมือเพื่อลบเนื้อหาหรือด้านอื่นๆหรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปสื่อของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปอ้างว่าเตรียมเข้าพบเฟซบุ๊กเพื่อขอความร่วมมือในการลบเนื้อหาโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล
ต่อมาคือคำถามว่า ตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2556 ได้พบปะหารือกับรัฐบาล หรือคนของหน่วยงานของรัฐบาลไทยในเรื่องความร่วมมือเพื่อลบเนื้อหาหรือด้านอื่นๆหรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปสื่อของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปอ้างว่าเตรียมเข้าพบเฟซบุ๊กเพื่อขอความร่วมมือในการลบเนื้อหาโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล
คำถามถัดมาถามว่า ในเดือนเมษายน แอดมินเพจ 8 คนถูกจับและ 2 ใน 8 คน นั้นได้ให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อความในกล่องส่วนตัวหรืออินบอกซ์ของพวกเขา โดยที่ไม่ต้องถามรหัสผ่าน จึงถามเฟซบุ๊กว่าได้ให้ข้อมูลกับหน่วยงานของไทยหรือไม่ หรือมีพนักงานของเฟซบุ๊กเข้าถึงข้อมูลในอินบอกซ์ของผู้ใช้หรือไม่ ต่อมามีคำถามว่า เมื่อไม่นานมานี้มีหน้าเพจในเฟซบุ๊กที่ผู้ใช้ในประเทศไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งระบบแจ้งว่า เป็นข้อจำกัดของกฎหมายท้องถิ่น
จดหมายร้องเรียนของเครือข่ายตั้งคำถามว่า เมื่อเฟซบุ๊กอ้างถึงกฎหมายท้องถิ่นที่ว่านั้นหมายถึงกฎหมายใด เป็นกฎหมายทั่วไปหรือที่ออกมาเป็นพิเศษ เช่น คำสั่งของ คสช. จดหมายร้องเรียนยังมีคำแนะนำถึงเฟซบุ๊กด้วยว่าในการจัดทำรายงานให้ระบุรายละเอียดบางเรื่องเช่น เรื่องของการลบเพจหรือเนื้อหา รวมถึงจำกัดการเข้าถึงในบางประเทศ ให้ระบุรายละเอียดว่าดำเนินการสืบเนื่องจากกฎหมายใด ในการลบเนื้อหาตามคำขอของรัฐบาลนั้น ขอให้จำแนกประเภทให้มากขึ้นเพื่อความชัดเจน อย่างน้อยควรจำแนกเนื้อหาที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทและความสงบเรียบร้อยออกจากเนื้อหาที่เป็นการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนบุคคลหรือแพร่กระจายมัลแวร์ พร้อมเสนอให้มีช่องทางการสื่อกับผู้ใช้ให้ทันการณ์มากขึ้น
“ผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 25 ล้านบัญชี เฟซบุ๊กมีความสำคัญกับชีวิตคนจำนวนมากในประเทศไทย ทั้งชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน เฟซบุ๊กควรมีช่องทางสื่อสารกับผู้ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อขจัดข้อสงสัยได้อย่างทันการณ์”
จดหมายร้องเรียนบอกด้วยว่า เนื่องจากสถานการณ์ในเรื่องการเตรียมลงประชามติเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และการมีท่าทีชัดเจนของรัฐบาลในการปราบปรามผู้ไม่รับร่างโดยอ้างกฎหมายและคำสั่ง คสช.อันเป็นอำนาจที่กว้างขวางอย่างมาก การพิจารณาคำขอของรัฐบาลนั้น เฟซบุ๊กควรกระทำด้วยความรอบคอบระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม จดหมายฉบับนี้ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2559
ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กในลอนดอนเปิดเผยกับบีบีซีโดยยืนยันว่า นโยบายของเฟซบุ๊กยังเหมือนเดิมในเรื่องของการให้หลักประกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ พร้อมกับยกตัวอย่างข้อมูลจากปี 2557 และ 2558 ว่าไม่เคยมีประวัติให้ข้อมูลกับทางการไทย แต่กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เฟซบุ๊กไม่ตอบคำถามดังกล่าวแต่อย่างใด โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด #มาตรา112
แสดงความคิดเห็น