องค์กรสื่อชี้เสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถดถอยทั่วหน้า แต่สถานการณ์ของสื่อไทยอยู่ในภาวะตกต่ำมากที่สุด
การละเมิดสื่อทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวและการเซ็นเซอร์ตัวเองกำลังฝังรากลึก กระทบการทำหน้าที่และไม่สามารถรายงานข่าวเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของสาธารณะได้ ตัวแทนของสื่อและองค์กรสื่อให้ความเห็นในเรื่องนี้ในระหว่างการเสวนาเรื่อง “How Free is Thailand’s Media Now” เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา
กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพ สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ที่เป็นองค์กรในภูมิภาคซึ่งสังเกตการณ์และขับเคลื่อนประเด็นเรื่องเสรีภาพสื่อมานานกว่า 20 ปีเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมพูดคุยปัญหาเสรีภาพสื่อ กุลชาดามองว่าขณะนี้สถานการณ์ด้านเสรีภาพสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยทั่วไปถดถอยลงทั้งหมด แต่เสรีภาพสื่อของไทยตกต่ำลงมากที่สุด ซึ่งเป็นผลจากการใช้กฎหมายหรือใช้อำนาจรัฐอื่นๆ ละเมิดสื่ออย่างยาวนาน ทั้งก่อนหน้าและในช่วงของ คสช. ทำให้สื่อไทยก้าวเข้าสู่ความไม่มีเสรีภาพ
กุลชาดาบอกว่า ความไม่มีเสรีภาพของสื่อไทยไม่ได้หมายความว่าสื่อทำงานไม่ได้ แต่เป็นการทำงานในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่อย่างอิสระ ไม่สามารถตอบสนองผลประโยชน์ของสาธารณะ เพราะไม่สามารถเป็นตัวแทนของเสียงทุกเสียงในประเทศได้ เนื่องจากคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุชัดเจนว่าห้ามรายงานข่าวหรือสัมภาษณ์ใครก็ตามที่แสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่ต่อต้าน คสช. การทำงานของสื่อในขณะนี้อยู่ในบรรยากาศของความกลัว ทำให้การเซ็นเซอร์ตัวเองฝังรากลึกขึ้น แต่ขณะเดียวกัน หลายๆ สื่อยังคงทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์เหมือนเดิม และทางทหารก็พยายามใช้ความอดทนในระดับหนึ่ง เพราะรู้ว่าการละเมิดสื่อบางสื่อจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทหาร
กุลชาดากล่าวด้วยว่า บรรยากาศแห่งความกลัวในแวดวงสื่อมวลชนไทยเกิดขึ้นอย่างสำคัญในช่วงที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล ก่อนหน้านั้นประเทศไทยเพิ่งมีรัฐธรรมนูญที่ให้เสรีภาพในการแสดงออกและปกป้องเสรีภาพสื่อมากที่สุด ทั้งยังเกิดกลไกของสื่อหลายอย่างที่ทำให้สื่อสามารถปกป้องเสรีภาพ รวมถึงใช้เสรีภาพสื่อในการเสนอข่าวได้ แต่อดีตนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจทางธุรกิจเข้าแทรกแซงสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ทำให้สื่อบางสื่อแทบล้มละลาย
กุลชาดาชี้ว่าการละเมิดสื่อในยุคทักษิณทำให้องค์กรสื่อรวมตัวกันได้อย่างเป็นเอกภาพมากที่สุด เพราะมีภัยคุกคามอย่างเดียวกัน แต่ยุคหลังทักษิณ ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มย่ำแย่ ทำให้สื่อต้องพึ่งตัวเองหรือต้องหันไปอิงอำนาจรัฐ นักการเมืองหรือพรรคการเมือง ทำให้ขาดเอกภาพและแตกกันเรื่อยมาจนแยกออกเป็นขั้ว
การพูดว่าสื่อไทยเกลียดทักษิณมากกว่าทหารจึงน่าจะไม่ไกลจากความรู้สึกของนักข่าวในสื่อกระแสหลักของไทยมากนัก เพราะปัญหาเรื่องความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของทุนสื่อหรือสื่อไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาทั่วโลก ทำให้เจ้าของสื่อต้องคิดทำกำไรกับการลงทุนที่เกิดขึ้น จนไปกดทับรายได้ การว่าจ้างสื่อ บีบให้สื่อต้องปรับตัวเพื่อนำไปสู่ความอยู่รอด สื่อที่เป็นอิสระมีน้อยลง สื่อที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐและตอบสนองต่อผลประโยชน์สาธารณะจริงๆ ก็น้อยลงเช่นกัน
อย่างไรก็ดี การละเมิดและคุกคามสื่อในสมัยทักษิณไม่มีการทำร้ายกันในเชิงกายภาพ แต่วิธีการที่รัฐบาล คสช.ใช้กับสื่อตอนนี้เป็นการล้วงลึกมากขึ้น เป็นการคุกคามเชิงจิตวิทยา การละเมิดในบางครั้งไม่ได้ถูกเสนอเป็นข่าวให้รับรู้กัน และอาจสะท้อนว่าทหารมองสื่อว่าเป็นศัตรูความมั่นคง ซึ่งในความเป็นจริงต้องแยกแยะ กุลชาดาเห็นว่า วิธีการแบบทหารไม่ทำให้สื่อล้มละลาย ไม่ว่าการเรียกนักข่าวไปคุย ปรับทัศนคติ หรือถูกจับติดคุก องค์กรธุรกิจสื่อหรือหนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้
อย่างไรก็ตาม การจับกุมคนที่เห็นต่างไปปรับทัศนคติหรือการเรียกนักข่าวไปคุยให้สนองนโยบายของ คสช.แล้วปรากฎว่ายังมีคนฝ่าฝืน แสดงว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในการป้องปราม แต่ทุกฝ่ายควรจะต้องระมัดระวังเพราะบรรยากาศทางการเมืองขณะนี้เปิดโอกาสให้ คสช.มีข้ออ้างที่จะบังคับใช้กฎหมายได้กว้างขึ้นโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคง ความปรองดอง ไม่แตกแยกกัน ทำให้มีการใช้กฎหมายตามอำเภอใจ และมีผู้ถูกจับกุมมากขึ้น
ส่วนสำหรับเพื่อนบ้านนั้น กุลชาดาเห็นว่า สถานการณ์ด้านเสรีภาพสื่อในมาเลเซียถือว่าน่าเป็นห่วงรองจากไทย เพราะมีการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดการทำงานของสื่อเช่นกัน ในกรณีของอินโดนีเซีย สื่อรายงานข่าวที่หลากหลายได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีกระแสการต่อต้านกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจากฝั่งกลุ่มอนุรักษ์นิยม ส่วนกรณีของฟิลิปปินส์มีความเข้มแข็งด้านการรวมตัวเคลื่อนไหวขององค์กรเครือข่ายด้านสื่อมวลชนเพื่อต่อสู้ในประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนในด้านต่างๆ แต่นักข่าวจำนวนมากยังอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ถูกคุกคามและข่มขู่จากกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยปีที่ผ่านมามีนักข่าวฟิลิปปินส์ 6 รายถูกสังหารและเสียชีวิตซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าว ขณะที่เสรีภาพสื่อในลาวและเวียดนามอยู่ในสภาวะถูกควบคุมตามเดิม
ภาพจาก Bundit Uawattananukul



แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.