Atukkit Sawangsuk

กระบวนการสรรหา กกต.ที่ดำเนินอยู่ สะท้อนภาพวิกลของ รธน.และความเป็นจริงทางปฏิบัติ
รธน.มีชัย มาตรา 203 ให้กรรมการสรรหาองค์กรอิสระมี 8 คน ได้แก่ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน, ประธานศาลปกครองสูงสุด, ประธานสภาผู้แทน, ผู้นำฝ่ายค้าน และกรรมการที่องค์กรอิสระอื่นเลือกมา (ผมเรียกว่าระบอบสรรหากันเองในชามอ่างทองคำ) ซึ่งกรณี กกต.ให้ศาล รธน. ผู้ตรวจ ปปช. กสม. เลือกมาองค์กรละคน แล้วส่งชื่อให้วุฒิสภารับรอง

เมื่อใช้จริง ปรากฏว่าไม่มีประธานสภา ผู้นำฝ่ายค้าน พรเพชรเป็นประธาน สนช.ใช้อำนาจแทนสภา แล้วยังส่งให้ สนช.เลือกอีก ระบบที่เขียนไว้กว่าจะได้ใช้จริง 7 ปีข้างหน้า กรรมการสรรหาก็มีแค่ 6 คน เพราะ กสม.ส่งมาขาดคุณสมบัติ ส่งใหม่ก็ไม่ทันกำหนด ที่ กกต.สมชัยแซวว่าสเปกเทพ จนได้อธิบดีหม่อนไหม คือประเสริฐ โกศัลวิตร กรรมการที่ ปปช.เลือกมา เป็นอดีตอธิบดีกรมหม่อนไหมและกรมการข้าว ส่วนกรรมการที่ผู้ตรวจเลือกมา คือไพโรจน์ กัมพูสิริ เป็น ศ.จากนิติ มธ. เชี่ยวชาญกฎหมายลักษณะครอบครัว ศ.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ ที่ศาล รธน.เลือกมา สมชัยท้วงว่าเคยเป็นที่ปรึกษา รมต.เกษตรยุคขิงแก่ พ้นตำแหน่งไม่ครบ 10 ปี เคยเป็น สสร.50 ความเชี่ยวชาญของทั่นคือ วิจัยและพัฒนามันสำปะหลัง พลังงานทดแทน

นี่คือคนดีที่จะมาเลือก กกต. ไม่ยักใช่ผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์นิติศาสตร์การเมืองการปกครองหรือกฎหมายอาญา

ผู้สมัคร 41 คน วันก่อนเห็นข่าวไหมว่า เบื้องต้น กรรมการสรรหาจะยังไม่ทาบคนนอก มาตรา 203 วรรคท้าย ให้อำนาจกรรมการสรรหา ไม่เอาทั้ง 41 คนนี้ก็ได้ ไปทาบคนนอกมาเป็นก็ได้ เฉยเลย ให้สมัครทำไมวะ

อ่านไทยโพสต์วิเคราะห์วันจันทร์ "กางโผแคนดิเดต 7 เสือ กกต." https://thaipost.net/?q=node/38020 เฮ้ย เขียนดีนะ

"ผู้สมัครหลายคนก็มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา เช่น ประชา เตรัตน์ ที่ตอนนี้นั่งเป็น ที่ปรึกษา-สตาฟหน้าห้องบิ๊กป๊อก-พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ถือได้ว่าเป็นตัวเต็งคนหนึ่ง เช่นเดียวกับ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นุรักษ์ มาประณีต) ที่มีตัวแทนของศาล รธน.นั่งเป็นกรรมการสรรหาอยู่ด้วย รวมถึง เกษม เกษมปัญญา ผู้พิพากษาอาวุโส ก็มีโอกาสได้ลุ้นสูงคนหนึ่ง"
ไม่ใช่แค่อดีตผู้ว่าฯ หน้าห้องอนุพงษ์ แต่เห็นไหมว่ามันอาจเข้าข่ายทับซ้อน ศาล รธน.ส่งคนมาเป็นกรรมการสรรหา แล้วที่ปรึกษาประธานตามมาสมัคร ถ้าได้รับเลือกจะว่าไง แล้วถ้าผู้พิพากษาที่มาสมัคร ได้รับเลือกในขณะที่ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการสรรหา จะว่าไง

ทิ้งท้ายย้ำอีกที กกต.มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้งครั้งนี้ยิ่งกว่าทุกครั้ง เพราะไม่ใช่แค่แจกใบแดงสอยเป็นคนๆ ในระบบบัตรใบเดียว ซึ่งเอาคะแนนผู้สมัครทุกคนของพรรคมารวมกัน แล้วคิดคำนวณจำนวน ส.ส.ทั้งประเทศ เช่น ถ้าเพื่อไทยได้ 40% = ได้ ส.ส.200 คน ในระบบนี้ถ้า กกต.แจกใบส้ม ระงับสิทธิ 1 ปี เท่ากับเขตนั้นคะแนนพรรคโบ๋เบ๋ไปเลย สมมติโดน 20 เขตแข็งๆ คะแนนอาจหายไปจาก 40% เหลือ 30% = ได้ ส.ส.แค่ 150 คน


แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.