ประชาไท Prachatai.com

"สรุปจากผลของคดีที่รวบรวมมา จะเห็นได้ว่าในกรณีที่ใช้กฎหมายปกติ ศาลยุติธรรมมีดุลยพินิจที่จะปรับใช้บทกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ตัวอย่างกรณีประชามติที่ไม่ได้ลงโทษทุกกรณี คดีลุงสามารถแจกใบปลิวเขียนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ศาลเชียงใหม่ยกฟ้องบอกว่าข้อความไม่ได้สื่อถึงร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง หรือแม้สื่อโดยตรงคนลงประชามติมีวุฒิภาวะพอที่จะออกเสียง แต่อีกด้านหนึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานีลงโทษคุณวิชาญที่พูดว่าร่างรัฐธรรมนูญวิปริต เฮงซวย แม้คุณวิชาญบอกว่าพูดกับพ่อค้าที่รู้จักเท่านั้น แต่ศาลบอกว่าพูดเสียงดัง คนเดินไปมา ถือว่าเป็นการเชิญชวน แม้มีความแกว่ง แต่จะเห็นว่ามันมีช่องให้ผู้ต้องหาต่อสู้ป้องกันสิทธิตนเอง แต่กรณีชุมนุมที่ใช้คำสั่ง คสช. (ศาลลงโทษทั้งหมด) มันยากมากที่จะปลดเปลื้อง เพราะศาลไปยอมรับเสียแล้วว่านั่นเป็นคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ ยังไงก็มีผลบังคับใช้....อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดคดีจำนวนมากยังค้างอยู่ในศาล ทำให้ยังวิเคราะห์ไม่ได้แน่ชัดว่าศาลอยู่ในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิประชาชนหรือผู้บังคับใช้คำสั่ง คสช."

“เมื่อพิจารณาคำพิพากษาในหลายกรณี มุมมองของผู้พิพากษาคือ ความถูกต้องนั้นคือความถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้มองว่ามีความชอบธรรมอีกหลายประการที่จะกำกับความชอบธรรมของกฎหมาย กฎหมายไม่ใช่ความชอบธรรมอันเดียว และดำรงอยู่อย่างโดดเดียวโดยไม่เกี่ยวพันกับความชอบธรรมอื่น ตัวอย่างเช่น ความชอบธรรมเชิงสังคม ความชอบธรรมในเชิงศีลธรรม เราสอนนักกฎหมายกันแบบไหนที่ทำให้ไปมองกฎเกณฑ์ของ คสช.ว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้โดยสมบูรณ์ นี่น่าจะเป็นปัญหาร่วมของสังคม”

ธีรวัฒน์ ขวัญใจ
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กล่าวในการนำ เสนอบทความ “กลไกการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้ระบอบ คสช.”
กิจกรรมทางวิชาการ "ตุลาการธิปไตย ศาล และรัฐประหาร" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดการเสวนาวิชาการ “ประเทศไทยไม่ทำงาน” (Dysfunctional Thailand) ของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง จัดโดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ติดตามรายงานรายละเอียดได้ที่ประชาไท
รับชมคลิปได้ที่ https://www.facebook.com/Prachatai/videos/10155377051136699/


แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.