Posted: 18 Sep 2018 08:40 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-09-18 22:40


สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี ร่วมแถลง คัดค้าน ม. 48 แห่ง ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ร้องขอตัดคำว่า 'วิชาชีพ' ออกจาก มาตราดังกล่าว ระบุเพื่อปกป้องสวัสดิภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ



18 ก.ย.2561 วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ที่สภาสถาปนิก 4 สภาวิชาชีพ ประกอบด้วย ดร.กมล ตรรกบุตร นายกสภาวิศวกร พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก ทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกสภาทนายความ และ ประเสริฐ หวังรัตนปราณี อุปนายกสภาวิชาชีพบัญชี ร่วมกันแถลงข่าว เรื่อง “กรณีมาตรา 48 แห่งร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชน เศรษฐกิจและสังคม อย่างไร”

โดย สภาวิชาชีพทั้ง 4 คัดค้านบทบัญญัติของมาตรา 48 แห่ง “ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ…..” โดยขอให้ตัดคำว่า “วิชาชีพ” ที่ระบุใน มาตรา 48 ออกทั้งหมด เพื่อเป็นการปกป้องสวัสดิภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

โดยมีรายละเอียดดังนี้

แถลงสภาทนายความ สภาวิศวกร สภาสถาปนิก และสภาวิชาชีพบัญชี เรื่อง“กรณีมาตรา 48 แห่งร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชน เศรษฐกิจและสังคม อย่างไร”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2561 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. .... นั้น ในส่วนที่ 3 การบริการวิชาการแก่สังคม มาตรา 48 แห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้ “สถาบันอุดมศึกษาสามารถให้บริการทางวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาชีพได้”ซึ่งเป็นบทบัญญัติดังกล่าว เป็นการบัญญัติกฎหมายที่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กฎหมายวิชาชีพวิศวกร สถาปนิก ทนายความและกฎหมายวิชาชีพบัญชี รวมถึงขัดแย้งกับร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ....ในหมวด๒ว่าด้วยหลักการสำคัญของการจัดการอุดมศึกษามาตรา 8 ในหมวด5ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษามาตรา 37 (3) และมาตรา 48 ซึ่งผลของการบัญญัติให้ “สถาบันอุดมศึกษาสามารถให้บริการทางวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาชีพได้” จะส่งผลกระทบและความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนส่วนรวม ดังนี้

1. การบัญญัติกฎหมายให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถให้บริการทางวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาชีพได้ จะทำให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐสามารถออกไปรับจ้างประกอบธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หมวดที่ 6 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐมาตรา 75 วรรค 2 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน…”โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลมาประกอบวิชาชีพโดยใช้ทรัพยากรของรัฐโดยไม่มีต้นทุน ต่างกับภาระต้นทุนของภาคเอกชนทำให้ได้เปรียบภาคเอกชน ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทำให้ไม่เกิดการว่าจ้างนิติบุคคลเอกชนหรือจ้างในอัตราที่ต่ำมาก กระทบต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาด้านวิชาชีพ ตลอดจนการจ้างงานบุคลากรวิชาชีพขององค์กรวิชาชีพภาคเอกชนอย่างมากและอาจเป็นสาเหตุให้วิชาชีพเกิดความอ่อนแอในอนาคต

2. การบัญญัติกฎหมายให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถให้บริการทางวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาชีพได้เป็นการบัญญัติกฎหมายที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติกฎหมายวิชาชีพวิศวกร สถาปนิก ทนายความกฎหมายวิชาชีพบัญชี และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ที่บังคับใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว อันจะนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างสภาวิชาชีพกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบล่าช้าต่อการบริหารจัดการกิจการภาครัฐและส่งผลกระทบถึงสังคม ประชาชนในที่สุด

3. การบัญญัติกฎหมายให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถให้บริการทางวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาชีพได้ส่งกระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้บริการเนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาสามารถประกอบวิชาชีพควบคุมได้อย่างอิสระในทุกสาขาวิชาชีพอย่างไม่จำกัดขอบเขตและไร้การกำกับดูแลจากสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งงานด้านวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพเกิดจากการนำเอาพื้นฐานทางวิชาการมาฝึกฝนสะสมทักษะและประสบการณ์จนมีความสามารถและผ่านระบบการทดสอบจากสภาวิชาชีพเฉพาะด้านในเรื่องนั้น ๆ เช่น บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านออกแบบสะพาน ก็มาจากวิศวกรในวิชาชีพที่ได้ฝึกฝน เรียนรู้การออกแบบสะพานมาเป็นเวลานานจนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องสะพานดังกล่าว แต่สถาบันอุดมศึกษามิได้มีผ่านกระบวนการฝึกฝนสะสมทักษะและประสบการณ์ดังกล่าว อาจจะส่งผลกระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้บริการ

4. ส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางการศึกษาซึ่งเป็นงานในหน้าที่หลัก พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. .... และพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ควรมุ่งเน้นให้บุคลากรทำหน้าที่และอุทิศเวลา ในการดำเนินการทางด้านวิชาการ การเรียน การสอน และการวิจัยมากกว่าบริการวิชาชีพ

5. การให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลมหาชนตามกฎหมาย ซึ่งไม่ได้เป็นนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตสามารถประกอบวิชาชีพควบคุมได้ ส่งผลให้การได้รับบริการวิชาชีพไม่มีเกณฑ์มาตรฐานในการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพควบคุมซึ่งเกณฑ์มาตรฐานในการกำกับดูแลมีตั้งแต่ในชั้นของการออกแบบ การปฏิบัติตามสัญญา การรับประกันผลงาน อาจทำให้ไม่สามารถปกป้องความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน และสังคม

ซึ่งแตกต่างจากนิติบุคคลมหาชนอื่นๆที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ หน้าที่ และภารกิจเฉพาะในขอบเขตงานของตนเองรับผิดชอบเท่านั้น อาทิเช่น การไฟฟ้านครหลวงมีอำนาจหน้าที่ในจัดให้ได้มา การจำหน่ายและดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าซึ่งเข้าข่ายเป็นงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวงจึงสามารถประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมได้เพียงในงานวิศวกรรมไฟฟ้าเท่านั้น ไม่อาจดำเนินการวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือวิชาชีพอื่น ๆ ได้

6. มาตรา 48 ทำให้ไม่มีหลักประกันใด ๆ ในการประกอบวิชาชีพในส่วนของความรับผิดชอบต่อผลงาน เนื่องจากหากว่าจ้างนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ หากปรากฏว่านิติบุคคลผู้นั้นกระทำผิด สภาวิชาชีพจะมีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบและลงโทษบุคคลดังกล่าวได้ถึงขั้นไม่อนุญาตให้ประกอบวิชาชีพต่อไปได้ (เพิกถอนใบอนุญาต) การมีมาตรา 48 ทำให้ไม่สามารถควบคุมดูแลสถาบันอุดมศึกษาในลักษณะดังกล่าวได้

7. ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและธรรมมาภิบาล

7.1 การกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถบริการวิชาชีพได้ทำให้บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา
ต้องมาเบียดบังเวลาราชการในการเรียนการสอนหนังสือเพื่อมาประกอบวิชาชีพควบคุม

7.2 มาตรา 48 ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐเปิดช่องให้มีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ร่วมถึงมีการรับจ้างช่วง (sub) งานในนามของสถาบันอุดมศึกษาและส่งต่องานให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ (หักหัวคิว)

7.3 ส่งผลกระทบต่อระบบภาษีของรัฐ เนื่องจากการว่าจ้างสถาบันอุดมศึกษาไม่ต้องเสียภาษีรายได้

7.4 เกิดความไม่เหมาะสมที่หน่วยงานของรัฐจะว่าจ้างหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

ด้วยกันเองในการบริการวิชาชีพในอัตราค่าจ้างเท่ากับราคาค่าจ้างที่ดำเนินการโดยเอกชน

7.5 ส่งผลให้เกิดการทุจริตแบบบูรณาการ โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เนื่องจากรายได้จากการประกอบวิชาชีพถือเป็นเงินนอกระบบงบประมาณ ทำให้หน่วยงานตรวจสอบของรัฐอื่นๆไม่สามารถตรวจสอบได้

7.6 เกิดความตกต่ำของมาตรฐานทางศีลธรรม และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพจะลดลง ทำให้ไม่อาจตอบสังคมได้ว่า การให้บริการทางวิชาชีพถือเป็นหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา หรือไม่

ดังนั้น สภาวิชาชีพทั้ง 4 จึงขอคัดค้านบทบัญญัติของมาตรา 48 แห่ง “ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ…..” โดยขอให้ตัดคำว่า “วิชาชีพ” ที่ระบุใน มาตรา 48 ออกทั้งหมด เพื่อเป็นการปกป้องสวัสดิภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.