
และคงจะไปกล่าวหากล่าวโทษว่าฝ่ายประชาชนผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายนั้น เป็นผู้ล้มล้างหรือทำร้ายกระบวนการยุติธรรมนั้น คงไม่ได้และไม่ถูกต้องนัก เพราะการโทษหรือโยนไปที่ประชาชนว่าทำลายหรือต่อต้านอำนาจรัฐ เป็นการโยนไปที่ปลายเหตุ และไม่ยุติธรรมนัก ใครต่อสู้ ใครขัดขวาง ใครทำผิดกฎหมายใด เจ้าหน้าที่รัฐมีกฎหมายปกติใช้ดำเนินคดีกับผู้ทำผิดได้อยู่แล้ว
นายวันชัย โพสต์ต่อว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงวางกรอบเริ่มต้นแห่งการอำนวยความยุติธรรมไว้ชัดเจน ในมาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆอันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ซึ่งการเริ่มต้นแห่งคดีเป็นเรื่องสำคัญมากของการอำนวยความยุติธรรม เหมือนติดกระดุมเม็ดแรก หากติดผิด กระดุมเม็ดต่อไปนั้นจะติดกระดุมถูกไม่ได้เลย
ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหน้าที่ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ หากละเลยแม้แต่น้อยในการพิจารณาพยานหลักฐานในส่วนที่อาจรับฟังได้ไม่ยากนักว่า ผู้ถูกกล่าวหานั้นบริสุทธิ์ หรือดันทุรังไปน้ำขุ่นๆว่ามีอะไรให้ไปต่อสู้คดีในชั้นศาล ย่อมเป็นการตัดสินใจของฝ่ายรัฐที่จะโยนความผิดไปให้ฝ่ายประชาชนว่าไม่เคารพกฎหมายหรือไม่ยอมรับอำนาจรัฐมิได้เลย
นายวันชัย ย้ำว่า ฝ่ายผู้ต้องหา หรือฝ่ายที่ถูกบังคับใช้กฎหมายมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ 1.มอบตัวเข้าต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม 2.ไม่มอบตัว ไม่ต่อสู้ในการกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องหนีไปจนกว่าจะพ้นกำหนดอายุความตามกฎหมาย
เพียงเท่านี้คงไม่ใช่การล้มล้างการทำลายกระบวนการยุติธรรม หรือการต่อต้านอำนาจรัฐ อันจะอ้างว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐก็มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายปกติ ในการติดตามตรวจค้น ตามจับกุม ตามกฎหมายปกติ ไม่ใช้กฎหมายพิเศษ ม.44 เกินจำเป็นและใช้ต่อเนื่องยาวนาน และสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล
หากทำให้ประชาชนส่วนมากคิดได้และสัมผัสได้ว่าฝ่ายรัฐใช้อำนาจเกินจำเป็นเกินเหตุเกินขอบเขต ในที่สุดอาจตกอยู่ในภาวะ "เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน" ตามบทกวีล้นเกล้า ร.6 ซึ่งหากบ้านเมืองเดินไปถึงจุดนั้นความสงบสุข ความมั่นคงของชาติ ย่อมมีปัญหาและแก้ไขได้ยากไปอีกนานจริงๆ
source :- http://www.komkhao.com/content/10139
แสดงความคิดเห็น