ภาค ปชช. ยื่น 7 เหตุผล ค้านประยุทธ์ใช้ ม.44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา
Posted: 01 Mar 2017 01:51 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเอฟทีเอว็อทช์ ยื่นจดหมายหัวหน้าคสช.ค้านใช้ม. 44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา ระบุการเร่งออกสิทธิบัตรสิ่ งประดิษฐ์ทางยาจะก่อให้เกิดปั ญหาสิทธิบัตรด้อยคุณภาพ ขัดพ.ร.บ.สิทธิบัตร ส่งผลให้เกิดการผู กขาดตลาดยาและทำให้ยามี ราคาแพงมาก
1 มี.ค. 2560 รายงานข่าวแจ้งว่าบ่ายวันนี้ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภาคประชาชน (FTA Watch) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อคัดค้านการออกคำสั่งตามมาต รา 44 เพื่อเร่งออกสิทธิบัตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับยา และขอให้ทบทวนคำสังดังกล่าว
โดยหนังสือคัดค้านคำสั่งดังกล่ าว ระบุเหตุผล 7 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. การพิจารณาและมีมติไม่ได้ตั้งอยู่ บนการศึกษาข้อเท็จจริงในเรื่ องปัจจัยที่ทำให้เกิดการล่าช้ าในการพิจารณาและออกสิทธิบัตร ทั้งนี้ การล่าช้าไม่ได้เกิดจากการทำหน้ าที่ของเจ้าหน้าที่ของสำนักสิทธิ บัตรแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุหลัก 2 ประการ 1.1 ด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตร เองเปิดช่องให้เกิดการล่าช้า โดยที่เมื่อผู้ขอรับสิทธิบัตรมา ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ในกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่า ต้องประกาศโฆษณาภายในระยะเวลาเท่าใดเพื่อให้สาธารณะรับทราบและยื่นคำคัดค้านหากเห็นว่าไม่สมควร นอกจากนี้นับตั้งแต่วันที่ประกา ศโฆษณา ผู้ขอรับสิทธิบัตรมีระยะเวลาถึง 5 ปี ในการยื่นขอตรวจสอบการประดิษฐ์เ พื่อให้สำนักสิทธิบัตรเริ่มการพิ จารณาคำขอฯ ในส่วนนี้ กฎหมายเปิดช่องให้เกิดความล่าช้ าแล้วในชั้นหนึ่ง และ 1.2 ความล่าช้าในการพิจารณาและให้สิ ทธิบัตร โดยเฉพาะในเรื่องยา เกิดจากผู้ขอรับสิทธิบัตรเอง โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากการ วิจัยพบว่า ผู้ขอรับสิทธิบัตรถึงร้อยละ 60 มีการยื่นขอตรวจสอบการประดิษฐ์ใ นระยะเวลา 4-5 ปีหลังการประกาศโฆษณา และมีมากถึงร้อยละ 14 ที่มีการยื่นขอตรวจสอบการประดิษ ฐ์ในวันสุดท้ายของระยะเวลาที่สา มารถยื่นขอตรวจสอบ ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่พร้อมของผู้ขอรับสิทธิบัตรเอง รวมถึงการอาศัยช่องว่างทางกฎหมา ยในการกีดกันการขอรับสิทธิบัตรข องนักวิจัยรายอื่น ทั้งนี้ การคุ้มครองสิทธิบัตรได้เกิดขึ้ นแล้วนับแต่วันที่ยื่นขอรับสิทธิ บัตร ทั้งๆ ยังไม่ได้เริ่มหรืออยู่ในระหว่า งพิจารณาคำขอฯ และทำให้บริษัทยาหรือนักวิจัยรา ยอื่นไม่กล้าที่จะวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลิตยาตัวเดียวกันในราคาถู กกว่าออกมาแข่งขัน เพราะเสี่ยงต่อการขู่ฟ้องเอาผิด ทางกฎหมายและชดเชยค่าเสียหายจำน วนมาก หากเมื่อที่สุดแล้ว สำนักสิทธิบัตรตัดสินให้สิทธิบั ตรแก่คำขอรับสิทธิบัตรยาฉบับนั้ น
2. การเร่งออกสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ ทางยาจะก่อให้เกิดปัญหาสิทธิบั ตรด้อยคุณภาพ และไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลยแก่นักวิจัยของไทย เนื่องจากผลการศึกษาคำขอรับสิทธิ บัตรทางยาของไทยที่ได้รับการสนั บสนุนงบประมาณจากสถาบันวิจั ยระบบสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2556 พบว่าผู้ขอรับสิทธิบัตรสิ่งประดิ ษฐ์ทางยาในประเทศไทยกว่าร้อยละ 95 มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภา พยุโรป โดยพบว่าผู้ขอรับสิทธิบัตรจากปร ะเทศสหรัฐอเมริกามีมากที่สุดถึง ร้อยละ 33 และจากประเทศเยอรมันร้อยละ 13 ผู้ขอรับสิทธิบัตรที่มีสัญชาติไ ทยมีเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น นอกจากนี้คำขอรับสิทธิบัตรทางยา ของกลุ่มประเทศดังกล่าวก็มีลักษ ณะของการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดก ารประดิษฐ์เพียงเล็กน้อยแล้วนำม ายื่นขอรับสิทธิบัตรเป็นฉบั บใหม่ เพื่อขยายเวลาของการคุ้มครองออก ไป ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 84 ที่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรลักษณะดั งกล่าว ในบางรายการยา เช่น Metformin ซึ่งเป็นยาเก่าที่มีการใช้มานาน กว่า 90 ปี มีคำขอรับสิทธิบัตรมากถึง 13 ฉบับ ทำให้ขยายอายุสิทธิบัตรยามากถึง 29 ปี
3. การเร่งออกสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ ทางยาโดยไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ จะขัดต่อ พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 9(4) ซึ่งกำหนดการประดิษฐ์ที่ไม่ได้รั บความคุ้มครอง คือ วิธีการวินิจฉัย บําบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ แต่ผลการศึกษาพบว่า ในคำขอรับสิทธิบัตรที่ค้างท่อใน ปัจจุบันมีข้อถือสิทธิด้านการใช้ ยาและข้อบ่งใช้ยามากถึงร้อยละ 73 ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลักด้านสิทธิบั ตรของประเทศ
4. การตรวจสอบความเหมาะสมที่จะได้รั บสิทธิบัตรของแต่ละคำขอรับสิทธิ บัตร เป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวช าญทางวิชาการอย่างสูงรวมถึงประส บการณ์ของผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร ไม่ใช่การทำงานในทางสารบัญที่ต้ องเร่งรัดให้มีการดำเนินการอย่า งเร่งด่วนตามความต้องการของผู้ใ ช้บริการ จึงต้องอาศัยเวลาและการสืบค้นข้ อมูลค่อนข้างมากเพื่อประกอบการพิ จารณาอย่างถูกต้องตามหลักวิ ชาการ การใช้หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาให้ สิทธิบัตรแก่ผู้ที่ยื่นขอรับสิท ธิบัตรมาแล้ว 5 ปีขึ้นไปจึงไม่เป็นการถูกต้องตา มหลักวิชาการ และจะทำให้ภาพลักษณ์การทำงานของ กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเพียงเ จ้าหน้าที่งานสารบัญทำหน้าที่ใน การรับส่งเอกสารเพื่ออนุมัติสิท ธิบัตรเท่านั้น นอกจากนี้ การอาศัยหลักเกณฑ์คำขอรับสิทธิบั ตรที่มีการยื่นขอในต่างประเทศแล้ วจะไม่ตรวจสอบรายละเอี ยดมากเพราะถือว่าผ่านการพิ จารณามาแล้ว ย่อมไม่ถูกต้องตามหลักอธิปไตยแล ะหลักกฎหมายภายในประเทศ เพราะเงื่อนไขในการอนุมัติสิทธิ บัตรของแต่ละประเทศมีความแตกต่า งกัน การยื่นขอรับสิทธิบัตรในต่างประ เทศหรือแม้กระทั่งด้รับสิทธิบัต รแล้วจากต่างประเทศก็อาจขัดต่อก ฎหมายสิทธิบัตรของประเทศไทย
5. การเร่งออกสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ ทางยาจะส่งผลให้เกิดการผูกขาดตล าดยาและทำให้ยามีราคาแพงมาก ซึ่งย่อมก่อให้เกิดผลกระทบโดยตร งต่องบประมาณด้านสาธารณสุข สวนทางกับนโยบายการควบคุมงบประม าณด้านสาธารณสุขของคณะรักษาความ สงบแห่งชาติเอง ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมา ยที่แสดงให้เห็นว่ายาที่มีสิทธิ บัตรมีราคาสูงกว่ายาชื่อสามัญมา กถึง 3-10 เท่า ในบางรายการยามีราคาสูงกว่าถึง 25 เท่า เช่น ยา Clopidogrel เป็นต้น ดังนั้นแม้อาจจะมีมาตรการออกมาแ ก้ไขในภายหลังก็ย่อมไม่ สามารถแก้ปัญหาได้ หนำซ้ำยังจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา งบประมาณด้านสาธารณสุขที่มีอยู่ แล้วในปัจจุบันให้หนักขึ้นอีก
6. การเร่งออกสิทธิบัตรอาจส่งผลให้ กลไกการตรวจสอบและคัดค้านคำขอฯ ที่ไม่มีคุณภาพไม่สามารถทำงานได้ นั่นหมายถึงการคัดค้านคำขอฯ ก่อนได้รับสิทธิบัตร ซึ่งในกระบวนการปัจจุบันก็มีปั ญหาในการติดตามสืบค้นเพื่อยื่นคำ คัดค้านให้ทันภายใน 90 วันนับจากวันประกาศโฆษณา จนมีผลทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ รัฐต้องสูญเสียงบประมาณและประชา ชนไม่ได้รับการรักษาหรือเสียเงิ นจ่ายค่ายาเอง เพราะยามีสิทธิบัตรแบบที่ไม่สมค วรจะได้และราคาแพงจนไม่สามารถรว มอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบ หลักประกันสุขภาพของประเทศได้ ตามข้อมูลมูลค่าความเสียหายที่ป รากฎอยู่ในงานวิจัยซึ่งเป็นผลมา จากการพิจารณาที่ไม่มีประสิทธิภ าพพอ
7. การออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อเร่งออกสิทธิบัตรและการที่ จะออกคำสั่งฯ เพิ่มเติมเพื่อแก้ไขยาราคาแพงจา กการเร่งออกสิทธิบัตร เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ขาดการมองในเชิงระบบ และเป็นการแก้ไขปัญหาหนึ่งแต่สร้ างอีกปัญหาหนึ่งที่อาจส่งผลกระท บร้ายแรงกว่า
แสดงความคิดเห็น